กระเจี๊ยบ

          เมื่อพูดถึงกระเจี๊ยบ บางท่านอาจนึกถึงกระเจี๊ยบที่เป็นน้ำสมุนไพรสีแดง รสชาติหวานอมเปรี้ยว มีสรรพคุณแก้ร้อนใน กระหายน้ำ และบางท่านที่ชอบทานน้ำพริกก็จะนึกถึงผลอ่อนของกระเจี๊ยบที่นำมาต้มเป็นผักจิ้ม  แต่หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบว่ากระเจี๊ยบมีกี่ชนิด สารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถานเล่ม ๑ อธิบายไว้ว่า

          กระเจี๊ยบ เป็นพันธุ์ไม้ล้มลุกในสกุลชบา (Hibiscus) ในวงศ์ Malvaceae ซึ่งเป็นตระกูลที่มีต้นงิ้ว นุ่น รวมอยู่ด้วย  มีอยู่ ๒ ชนิด คือ กระเจี๊ยบเปรี้ยว กับ กระเจี๊ยบมอญ  มีลักษณะดังนี้

          กระเจี๊ยบเปรี้ยว (Hibiscus Sabdariffa) ถิ่นเดิมอยู่ที่ใดไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อกันว่าเป็นทวีปแอฟริกา  ปลูกทั่วไปในเขตร้อน ในประเทศไทยโดยมากปลูกในสวนครัว ใบเกลี้ยงขนาดย่อมกว่าฝ่ามือ ดอกสีเหลืองอ่อนกลางแดง ออกเดี่ยวตามง่ามใบ ผลสีแดง เป็นขนรูปไข่ยอดแหลม ขนาดยาว ๒.๕-๓ เซนติเมตร  ส่วนนอกประกอบด้วยกลีบนอกของดอก ซึ่งต่อมาเจริญขึ้นเป็นเนื้อหนัง หุ้มห่อผลภายใน และเป็นส่วนของผลที่เป็นประโยชน์  กระเจี๊ยบเปรี้ยวมีรสเปรี้ยวทุกส่วน มากบ้าง น้อยบ้าง ใบและผลใช้ต้มแกง ผลใช้ทำวุ้น ทำแยม และเครื่องดื่ม เปลือกเหนียวใช้ทำเชือกผูกและใช้ทำกระสอบได้ กระเจี๊ยบแดง  ก็เรียก พายัพ เรียกว่า เกงเขง หรือ เกงเคง 

          กระเจี๊ยบมอญ (Hibiscus Esculentus) ถิ่นเดิมอยู่ที่ใดไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อกันว่าเป็นทวีปแอฟริกา  ดอกสีเหลืองอ่อนกลางแดงเข้ม มีขนาดใหญ่กว่าดอกกระเจี๊ยบเปรี้ยว ผลสีเขียวเรียวยาวประมาณ ๑๒ เซนติเมตร  นิยมนำผลอ่อนมาต้มหรือแกงรับประทาน เนื้อเป็นเมือกลื่น ๆ  เชื่อกันว่าผลกระเจี๊ยบมอญมีคุณสมบัติเป็นยารักษาโรคหวัด ไอ บิด ขัดเบา เป็นต้น มะเขือมอญ หรือมะเขือทวาย ก็เรียก พายัพ เรียกว่า มะเขือมื่น.

        กนกวรรณ  ทองตะโก