กรีนเฮาส์เอฟเฟกต์ (Greenhouse Effect)
เคยสังเกตกันบ้างหรือไม่ว่าโลกของเรากำลังร้อนระอุขึ้นทุกที ๆ และในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลกเกิดความวิปริตแปรปรวนของธรรมชาติ เช่น พายุ น้ำท่วม แผ่นดินไหว ภูเขาไฟ ระเบิด ฯลฯ บ่อยครั้งมากขึ้น ภัยพิบัติเหล่านี้สร้างความหวาดวิตกแก่ประชาชนทั่วไป จนมีผู้ตั้งคำถามกันขึ้นมาว่าถ้าโลกร้อนขึ้นทุกวัน ๆ อะไรจะเกิดขึ้นและสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในโลกนี้จะอยู่กันอย่างไร
นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมและนักวิชาการในสาขาที่เกี่ยวข้องทั่วโลกได้ร่วมกันศึกษา วิจัย ถึงสาเหตุต่าง ๆ ของภัยพิบัติเหล่านั้น และได้พบว่ามนุษย์คือตัวการสำคัญซึ่งทำลายความสมดุลทางธรรมชาติอันส่งผลให้โลกร้อนขึ้นทุกที ๆ ความร้อนจะถูกกักเอาไว้ในชั้นบรรยากาศและห่อหุ้มโลกไว้ นักวิทยาศาสตร์จึงเรียกสภาวะเช่นนี้ว่า “Greenhouse Effect” และหลังจากนั้นนักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ก็เริ่มรณรงค์ให้ทั่วโลกหันมาสนใจเรื่อง Greenhouse Effect ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน
เมื่อประเทศไทยได้มีการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างแพร่หลายก็ได้มีผู้แปลความหมายของคำ และกำหนดคำออกใช้ต่าง ๆ กันโดยคำเหล่านั้นยังไม่สามารถให้ความหมายครอบคลุมทั้งที่มาของคำและความหมายทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างถูกต้อง คณะบรรณาธิการทำสารานุกรมสำหรับนักเรียน ราชบัณฑิตยสถาน จึงขอความร่วมมือไปยังคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเพื่อขอข้อมูลมาพิจารณา ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยนายแสงสันติ์ พานิช ได้เขียนคำอธิบายส่งมาให้คณะบรรณาธิการฯ พิจารณา คำอธิบายที่ผ่านการพิจารณาแล้ว สรุปได้ดังนี้
กรีนเฮาส์เอฟเฟกต์ (Greenhouse Effect) แปลตามความหมายของศัพท์ว่า “ผลที่เกิดในเรือนกระจก” เรือนกระจกหรือกรีนเฮาส์ (greenhouse) ก็คืออาคารที่ทำด้วยกระจกทั้งหลังเพื่อใช้ปลูกต้นไม้ในฤดูหนาวในประเทศที่มีอากาศหนาวจัด เช่น เนเธอร์แลนด์ ภายในเรือนกระจกมีเครื่องทำความร้อน กระจกนั้นเป็นฉนวนกั้นความร้อนจึงกั้นไม่ให้ความร้อนภายในแผ่ออกไปได้ ด้วยสมบัติโปร่งแสงของกระจกแสงอาทิตย์จึงส่องเข้ามาภายในได้ ผลก็คือภายในเรือนกระจกจะมีอากาศอบอุ่นอยู่ตลอดเวลา
แต่ความหมายของคำ “กรีนเฮาส์เอฟเฟกต์” ที่ใช้ในวงการวิทยาศาสตร์ หมายถึง ปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิของโลกมีค่าสูงขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากมลพิษที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ได้เข้าสู่บรรยากาศของโลกเป็นจำนวนมาก เช่น แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเกิดขึ้นจากการเผาไหม้ เช่น เผาไม้ทำเชื้อเพลิง เผาป่าเพื่อนำที่ดินไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น พืชพรรณไม้ในป่าต้องอาศัยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการสังเคราะห์แสงก็ถูกทำลายไปด้วย ดังนั้น ปริมาณของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จึงเพิ่มมากขึ้น
นอกจากนั้น การเผาไหม้และการขุดเจาะน้ำมันเชื้อเพลิงจากใต้ดิน เช่น น้ำมัน แก๊สธรรมชาติ ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ด้วย แก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์ซึ่งเกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของเชื้อเพลิงทุกชนิด พบมากที่สุดจากไอเสียรถยนต์ แก๊สมีเทนซึ่งเกิดจากการเน่าเปื่อยของสิ่งมีชีวิตที่มีอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ และแก๊สคลอโรฟลูโอโรคาร์บอน ซึ่งมีหลายชนิดและมีชื่อเรียกทางการค้าต่าง ๆ กัน เช่น ฟรีออน ฮาลอน ซึ่งเป็นสารที่ใช้ในเครื่องทำความเย็น สารฉีดพ่นหรือขับดันในกระป๋องสเปรย์ สารนี้เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดกรีนเฮาส์เอฟเฟกต์เพราะเมื่อถูกปล่อยออกไปในอากาศ จะลอยขึ้นไปจนถึงบรรยากาศชั้นสตราโทสเฟียร์และทำปฏิกิริยากับแก๊สโอโซน ทำให้ปริมาณของแก๊สโอโซนลดลง
แก๊สต่าง ๆ เหล่านี้มีสมบัติที่จะทำให้เกิดกรีนเฮาส์เอฟเฟกต์ได้ เพราะสามารถดูดกลืนความร้อนที่พื้นดินแผ่ออกไปสู่อวกาศไว้ เมื่อมีปริมาณมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงทำให้เกิดการสะสมความร้อนในบรรยากาศของโลกมากขึ้น ๆ ตามลำดับจนอาจก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง เช่น เกิดอุณหภูมิที่ร้อนและแห้งแล้งในบริเวณที่เคยอุดมสมบูรณ์ เกิดน้ำท่วมบริเวณชายฝั่งทะเลเนื่องจากระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเพราะน้ำในมหาสมุทรขยายตัวและการละลายตัวของน้ำแข็งที่ขั้วโลก
นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกและองค์การสหประชาชาติได้คาดคะเนว่าผลร้ายจากกรีนเฮาส์เอฟเฟกต์จะเกิดขึ้นในเวลาไม่เกินศตวรรษหน้าโดยอุณหภูมิของโลกอาจสูงขึ้นโดยเฉลี่ย ๒-๔ เซลเซียส ระดับน้ำทะเลอาจสูงขึ้น ๒๐ เซนติเมตร-๑ เมตร และถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนั้นก็จะถึงจุดวิกฤตของโลกได้ ด้วยตระหนักถึงภัยพิบัติอันอาจจะเกิดขึ้นทั่วโลกจึงพากันรณรงค์เพื่อป้องกันกรีนเฮาส์เอฟเฟกต์มิให้เกิดขึ้น โดยมีองค์การสหประชาชาติเป็นผู้นำมาตรการต่าง ๆ มาใช้ในการลดการปล่อยสารซึ่งทำให้เกิดกรีนเฮาส์เอฟเฟกต์ ดังนี้
๑. การลดการใช้สารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน มีจุดประสงค์จะควบคุมการผลิตและการใช้สารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน โดยมีเป้าหมายว่าในที่สุดจะไม่มีการใช้สารเหล่านี้อีกต่อไปในศตวรรษหน้า
๒ การลดการใช้พลังงานที่ก่อให้เกิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และแก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์และพยายามใช้พลังงานที่ไม่มีการเผาไหม้ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม
๓. การปลูกป่าทดแทนป่าไม้ที่ถูกทำลายไปและไม่ทำลายป่าเพิ่มขึ้นอีก เพื่อให้ป่าไม้ทำหน้าที่ดูดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์กลับคืนไปสร้างเป็นเนื้อเยื่อและส่วนประกอบของพืช
ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในบรรดาประเทศทั่วโลกที่กำลังรณรงค์การลดการใช้สารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน โดยเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาและพิธีสารซึ่งองค์การสหประชาชาติได้จัดทำขึ้น คือ อนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันบรรยากาศชั้นโอโนสเฟียร์และพิธีสารว่าด้วยการควบคุมสารที่ทำลายบรรยากาศชั้นโอโซน เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๒ และได้แสดงเจตจำนงว่าจะร่วมกับประเทศทั่วโลกในการแก้ไขปัญหานี้.
ที่มา : จดหมายข่าวราชบัณฑิตยสถาน ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๓๒

