การเกลื่อนคำ

          ธรรมชาติของคนเราอย่างหนึ่งที่คนส่วนใหญ่มีคล้าย ๆ กัน ก็คือไม่ค่อยชอบใจเมื่อผู้อื่นพูดถึงจุดด้อยของตน ดังนั้น หากผู้พูดต้องการจะสื่อถึงจุดด้อยนั้นจริง ๆ ก็ต้องหาวิธีเลี่ยง เพื่อผู้ฟังจะได้ขุ่นเคืองน้อยลง และยอมรับได้มากขึ้น เช่น ต้องการจะบอกว่า “หัวเถิกแล้วนะ” ก็พูดว่า “หน้าผากเริ่มสูงแล้วนะ” แทน ใช้คำว่า “ผมบาง” แทน “หัวล้าน” ใช้คำว่า “ผู้สูงอายุ” “ผู้อาวุโส” แทน “คนแก่” หรือใช้คำว่า “user fees” แทน “taxes”

          ในทางวรรณกรรมมีศัพท์เรียกการใช้คำพูดแบบนี้ว่า euphemism คณะกรรมการจัดทำพจนานุกรมศัพท์วรรณกรรม ราชบัณฑิตยสถาน บัญญัติศัพท์ว่า การเกลื่อนคำ ศัพท์นี้บัญญัติโดยใช้แนวเทียบจากคำว่า เกลื่อน หรือ เกลื่อนความ ซึ่งพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้นิยามว่า เสความ หมายถึง ทำเนื้อความให้เชือนแชหรือไถลไปเป็นเรื่องอื่น

          การเกลื่อนคำ มีความหมายดังนี้ การใช้คำพูดที่ดีเพื่อกลบเกลื่อนความหมายร้าย เพื่อหลีกเลี่ยงคำกล่าวตรง ๆ ที่แสลงหูในเรื่องบางเรื่องที่ละเอียดอ่อนหรือต้องห้ามเช่น กล่าวว่า “at liberty” แทน “out of work” “senior citizens” แทน “old people” “in the family way” แทน “pregnant” “antise–mite” แทน “Jew–hater” “pass away” แทน “die” ตัวอย่างการเกลื่อนคำในภาษาไทย เช่น การใช้คำว่า “สมบูรณ์” แทน “อ้วน” “เสีย” แทน “ตาย” “ชุมชนแออัด” แทน “แหล่งเสื่อมโทรม” การเกลื่อนคำอาจเป็นการแสดงความเคารพความรู้สึกของผู้อื่นอย่างบริสุทธิ์ใจก็ได้ หรืออาจเป็นการเสแสร้งความไม่จริงใจ หรือการถ่อมตัวจนเกินงามไปก็ได้เช่นกัน

  แสงจันทร์  แสนสุภา