การใช้รูปวรรณยุกต์ (๒)

หนังสือ จินดามณี ฉบับพระเจ้าบรมโกศ ได้กล่าวถึง ไม้ตรีและไม้จัตวาไว้ว่า

“ไม้ตรี ไม้จัตวาก็วากากะบาทคือตีนกาก็ว่าสำรับคำลาวคำไทย” (ตัวสะกดการันต์เขียนตามแบบเดิม)

นั่นคือ “ไม้ตรีกับไม้จัตวาใช้เขียนคำลาวกับคำไทย” และอาจจะมีใช้มาตั้งแต่ปลายสมัยอยุธยา หลังสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แต่ผู้ที่เชื่อว่าไม้ตรีกับไม้จัตวาน่าจะเกิดขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นก็มักจะสันนิษฐานว่าข้อความนี้คงเติมเข้ามาในภายหลัง

พระยาอุปกิตศิลปสาร ได้เขียนไว้ในหนังสือ หลักภาษาไทย ตอน อักขรวิธี ว่า

“ส่วนวรรณยุกต์นั้นในภาษาบาลีและสันสกฤตไม่มี ที่จริงไม่ว่าภาษาใดย่อมมีเสียงดนตรี คือเสียง สูงๆ ต่ำๆ ด้วยกันทั้งนั้น แต่บางภาษาก็ไม่นิยมให้เนื้อความของคำที่มีเสียงสูงต่ำนั้นแปลกออกไป เช่นจะกล่าวว่า “ขา” “ข่า” หรือ “ข้า” ก็มีเนื้อความอย่างเดียวกัน เพราะฉะนั้นภาษาเหล่านั้นจึงไม่จำเป็นต้องตั้งตัวอักษรขึ้นแทนเสียงดนตรี เช่น ภาษาบาลี สันสกฤต อังกฤษ เป็นต้น จึงนับว่าไม่มีวรรณยุกต์ แต่บางภาษาก็นิยมใช้พูดเสียงสูงต่ำให้มีความหมายต่างกัน เช่น ภาษาจีน ส่วนไทยเราอยู่ใกล้จีนและนิยมใช้สำเนียงดนตรีคล้ายจีน จึงต้องตั้งตัวอักษรจำพวกวรรณยุกต์เพิ่มเติมขึ้นอีกเพื่อให้พอกับสำเนียงที่ใช้อยู่”

นั่นคือ ภาษาอย่างบาลี สันสกฤต และ อังกฤษ ไม่มีเครื่องหมายวรรณยุกต์ ส่วนภาษาอย่างจีนและไทยมีเครื่องหมายวรรณยุกต์

ปัญหาอยู่ที่ว่า เมื่อต้องเขียนคำจากภาษาที่ไม่มีเครื่องหมายวรรณยุกต์ ด้วยอักษรของภาษาที่มีเครื่องหมายวรรณยุกต์ จะต้องใส่เครื่องหมายวรรณยุกต์หรือไม่

สิ่งที่ไทยเคยทำมาแล้วแต่โบราณก็คือ เราไม่ใส่เครื่องหมายวรรณยุกต์ให้แก่คำที่มาจากภาษาซึ่งไม่มีวรรณยุกต์ ดังที่ปรากฏในคำจากภาษาบาลี สันสกฤต และเขมร แต่เราจะใส่เครื่องหมายวรรณยุกต์ให้แก่คำที่มาจากภาษาซึ่งมีเสียงวรรณยุกต์ ดังที่ปรากฏในคำภาษาลาวและจีน

พระยาอนุมานราชธน ได้เคยถวายความเห็นแด่ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๔๘๒ ความตอนหนึ่งว่า

“เวลานี้คำว่า note ในภาษาอังกฤษ มักถอดเป็นหนังสือไทยว่า โน้ต สอบถามก็ได้ความว่ากระทรวงธรรมการบัญญัติไว้เช่นนั้น ข้าพระพุทธเจ้าเคยเขียนว่า โนต เมื่อเวลาตีพิมพ์มักถูกเติมไว้โทให้เสมอ ข้าพระพุทธเจ้าเห็นพ้องในพระดำริที่เคยตรัสประทานข้าพระพุทธเจ้าไว้ ว่าคำต่างประเทศถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรลงวรรณยุต จะอ่านเป็นเสียงวรรณยุตไรก็ได้ คำว่า โนต ในภาษาอังกฤษเองก็อ่านได้หลายเสียง สุดแล้วจะเน้นคำในรูปประโยคชะนิดไร ในหนังสือไทยใหญ่ คำ นด โนด ก็เขียนเป็น นุด จะอ่านเป็น นุด นด และ โนด ก็แล้วแต่คำ หรือจะออกเสียงระหว่าง นด กับ โนด ก็สุดแล้วแต่คนพูด ข้อสำคัญอยู่ที่ผู้ฟังเข้าใจความหมายหรือไม่…” (ตัวสะกดการันต์เขียนตามแบบเดิม)

เช่นนี้ ย่อมแสดงว่า หลักเกณฑ์การทับศัพท์ของราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๓๕ ถือตามพระดำริของ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ และความเห็นของ พระยาอนุมานราชธน ข้างต้น

คำเก่าที่เคยเขียนอย่างมีรูปวรรณยุกต์กำกับ เช่น cake (เค้ก) cock (ก๊อก) copy (ก๊อบปี้) gas (ก๊าซ/แก๊ส) joke (โจ๊ก) note (โน้ต) oak (โอ๊ก) oat (โอ๊ต) peg (เป๊ก) plug (ปลั๊ก) pump (ปั๊ม) shirt (เชิ้ต) นั้น เป็นคำไทยที่ตั้งขึ้นก่อนมีหลักเกณฑ์การทับศัพท์ และถือว่าได้กลมกลืนกลายเป็นคำไทยไปแล้ว จึงคงรูปไว้เช่นนั้น

คำกลางเก่ากลางใหม่อย่าง New York ก็ใช้รูปกลางๆ ว่า “นิวยอร์ก” ส่วนใครจะออกเสียงว่า [นิวย้อก] หรือ [นิวหยอก] ก็แล้วแต่อัธยาศัย

ส่วนคำใหม่อย่าง sub ซึ่งย่อมาจาก subcontractor ก็มีคนออกเสียงกันเป็น ๒ อย่างแล้ว คือ [ซับ] กับ [สับ] ปัญหาก็คือจะเขียนด้วยอักษรไทยว่าอย่างไร

ที่ว่ามาทั้งหมดนี้เป็นการเสนอข้อมูลให้ดูเท่านั้น ยังไม่มีการตัดสิน

ใครมีความเห็นว่าอย่างไรก็ส่งไปได้เลยจ้ะ

ผู้เขียน รศ. ดร.นิตยา กาญจนะวรรณ ภาคีสมาชิก สำนักศิลปกรรม ราชบัณฑิตยสถาน