ขอมดำดิน ขอมดำดิน เป็นแท่งหินทรายสีแดง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสันนิษฐานว่า เป็นหลักเมืองเก่าของเมืองสุโขทัย เมื่อครั้งสร้างวัดมหาธาตุขึ้นนั้น คงไม่ได้ย้ายหลักเมืองออกไป จึงเหลือแท่งหินอยู่ เดิมแท่งหินนี้อยู่ใกล้พระเจดีย์ประธานในวัดมหาธาตุ ต่อมา สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเกรงว่าจะถูกทำลายเสียหาย จึงให้ย้ายมาไว้ที่ศาลากลางจังหวัดสุโขทัย และเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๘ ได้ย้ายไปไว้ที่ศาลแม่ย่า จังหวัดสุโขทัย จนถึงปัจจุบัน สารานุกรมประวัติศาสตร์ไทย เล่ม ๒ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน อธิบายว่า ตำนานเกี่ยวกับ “ขอมดำดิน” มีปรากฏอยู่ ๒ เรื่องคล้ายคลึงกัน เรื่องแรก อยู่ในประชุมพงศาวดารภาคที่ ๖๖ กล่าวถึง พระร่วงราชกุมาร โอรสของพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชผู้ครองเมืองสุโขทัย กับนางนาค ชายา พระร่วงราชกุมารเป็นผู้มีวาจาสิทธิ์ เมื่อเจริญวัยได้ออกบวช ขณะนั้นเมืองต่าง ๆ ล้วนต้องส่งส่วยน้ำต่อพระเจ้ากรุงกัมพูชา โดยนำตุ่มใส่น้ำบรรทุกเกวียนไป พระภิกษุร่วงจึงให้สานภาชนะขนาดใหญ่สำหรับใส่น้ำแทนตุ่ม ปรากฏว่าน้ำไม่รั่วออกมา พระเจ้ากรุงกัมพูชาทรงทราบว่ามีผู้มีฝีมืออยู่ในเมืองสุโขทัย จึงคิดกำจัด โดยส่งผู้ที่มีฝีมือแก่กล้าไปจับตัว เมื่อใกล้ถึงก็ดำดินไปผุดขึ้นที่วัดมหาธาตุ พบพระร่วงกำลังกวาดลานวัดแต่ไม่รู้จักจึงถามหา พระร่วงทราบว่าเป็นผู้จะมาปองร้าย จึงกล่าวว่า ท่านจงรออยู่ที่นี่ วาจานั้นเป็นวาจาสิทธิ์ ชายผู้นั้นก็ไม่อาจเคลื่อนไหวได้ และกลายเป็นหินไป เรื่องที่ ๒ ปรากฏในพงศาวดารเหนือ กล่าวถึง นายร่วงผู้มีวาจาสิทธิ์ บุตรชายนายคงเคราพ่อเมืองละโว้ เมื่อบิดาเสียชีวิต นายร่วงได้เป็นนายกองส่งส่วยน้ำแทนบิดา เห็นว่าการขนส่งส่วยน้ำนั้นลำบาก จึงให้คนสานชะลอมแล้วเอาไปจุ่มในน้ำ และสั่งให้น้ำขังอยู่ในนั้น เมื่อกษัตริย์เขมรทราบเรื่อง เกรงว่านายร่วงจะกลายเป็นศัตรูสำคัญในอนาคต จึงให้ผู้มีฝีมือไปจับ นายร่วงหนีไปบวชอยู่ที่วัดมหาธาตุ เมืองสุโขทัย ฝ่ายผู้ที่ตามมาก็ดำดินมาผุดใกล้ที่พระร่วงกวาดลานวัดอยู่แล้วถามหา พระร่วงจึงสั่งให้คอยอยู่ที่นั่น จนกลายเป็นหินไป. ปิยรัตน์ อินทร์อ่อน |

