ขับรถชนคนตายไม่ผิด

“เขาขับรถชนคนตายไม่ผิด”

อย่าเพิ่งแปลกใจว่าเป็นกฎหมายของประเทศไหน ก็ประเทศไทยนี่แหละ จะผิดได้อย่างไรในเมื่อ “เขาขับรถซึ่งเคยชนคนตายมาแล้ว” เท่านั้นเอง

ประโยคนี้มีความหมายอย่างน้อยอีก ๔ อย่าง คือ

“เขาขับรถชนคน แล้วคนอื่นตาย”

“เขาขับรถชนคน แล้วเขาเองตาย”

“เขาขับรถชนคนที่ตายอยู่แล้ว”

“เขาขับรถคันที่เคยชนคนที่ตายแล้ว”

ประโยคแบบนี้แหละที่ทำให้ “การแปลภาษาด้วยเครื่อง” หรือ Machine translation เจ๊งมานักต่อนักแล้ว

แล้วทำไมคนเราจึงเข้าใจความหมายของประโยคแบบนี้ได้เล่า

สิ่งแรกที่ช่วยให้เราเข้าใจความหมายได้ก็คือบริบทหรือ context พูดง่ายๆ ก็คือสภาพแวดล้อมในขณะที่เอ่ยประโยคนั้น

ประโยคแบบนี้แหละที่ช่วยสนับสนุนความคิดของ Noam Chomsky ในเรื่องโครงรูปลึก (deep structure) กับโครงรูปผิว (surface structure) กล่าวอย่างง่ายๆ ก็คือ ประโยคอย่าง “เขาขับรถชนคนตาย” มีโครงรูปลึกต่างกัน แต่มีโครงรูปผิวเหมือนกัน ความหมายที่แท้จริงจะอยู่ที่โครงรูปลึก

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราเข้าใจความหมายได้ก็คือ เราเลือกที่จะเชื่อความหมายใดความหมายหนึ่ง ทั้งๆ ที่รูปประโยคอาจจะมีความหมายได้หลายอย่าง

ในหนังสือเรียนภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ เล่ม ๑ ของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ (พ.ศ.2531) มีเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวของมานะและมานี ข้อความตอนหนึ่งที่สร้างปัญหาที่ไม่น่าจะเป็นปัญหาสำหรับคนไทยก็คือ

เมืองไทยนี้น่าอยู่ ถ้าขยันก็จะมีกินมีใช้ เมืองไหนก็ไม่สบายเหมือนเมืองไทย” (หน้า ๔๗)

ไม่ว่าจะมองกันในแง่บริบทหรือความเชื่อ คนไทยทุกคนจะตีความหมายว่า “เมืองไทยสบายกว่าที่ใดๆ ทั้งหมด” แต่ปรากฏว่านักศึกษาชาวญี่ปุ่นที่เรียนภาษาไทยมิได้ตีความเช่นนั้น เขาตีความว่า “เมืองไทยก็ไม่สบายเหมือนกัน”

การตีความเช่นว่านี้ไม่เกี่ยวกับบริบทเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ แต่กลับอยู่ที่โครงสร้างของประโยค

ประโยคว่า “เมืองไหนก็ไม่สบายเหมือนเมืองไทย” ถ้าแบ่งส่วนต่างกัน ความหมายก็จะต่างกันทันที ดังจะเห็นได้จากการแบ่งส่วนดังต่อไปนี้

แบบที่หนึ่ง “เมืองไหนก็ไม่/สบายเหมือนเมืองไทย”

แบบที่สอง “เมืองไหนก็ไม่สบาย/เหมือนเมืองไทย”

แบบที่หนึ่ง “เมืองไทยสบายแน่ๆ” แต่ “เมืองอื่นไม่เป็นแบบนี้”

แบบที่สอง “เมืองไทยไม่สบาย” และ “เมืองอื่นก็ไม่สบาย” เช่นเดียวกับเมืองไทย รวมความว่า “ไม่สบายทั้งคู่”

คนไทยเลือกความหมายแบบที่หนึ่งเพราะเข้าข้างตัวเอง คิดว่าเมืองไทยสบายที่สุด ส่วนคนญี่ปุ่นไม่ได้มีความรู้สึกร่วมกับคนไทย เขาจึงตีความตามโครงสร้างของประโยค แล้วก็เลยสงสัยว่า “ที่ไหนสบาย” และ “ที่ไหนไม่สบาย”

การเลือกความหมายแบบเข้าข้างตนเองนี่แหละที่เห็นเหตุให้เราถกเถียงกันอยู่ในทุกวันนี้ ยกตัวอย่าง เช่นคำว่า double standard ไม่มีใครผิดเลย คนอื่นทั้งนั้นที่ผิด

อ้าว ขอโทษที นี่มันคอลัมน์ภาษาไทย เกือบนอกเรื่องแล้วไหมล่ะ

ผู้เขียน รศ. ดร.นิตยา กาญจนะวรรณ ภาคีสมาชิก สำนักศิลปกรรม ราชบัณฑิตยสถาน