คล้ายแต่ไม่เหมือน

          ในภาษาไทยมีคำหลายคำที่มีเสียงคล้ายกันหรือมีเสียงพ้องกันบางส่วน จนบางครั้งผู้ใช้เข้าใจว่าเป็นคำคำเดียวกัน หรือมีความหมายเหมือนกัน เวลาใช้จึงสับสนจนผิดพลาดได้ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

          เพื่อนเตือนเพื่อนว่า อย่าเข้าไปยุ่งเหยิงเรื่องของคนอื่น แทนที่จะพูดว่า อย่าเข้าไปยุ่งเรื่องของคนอื่น พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ นิยามว่า ยุ่งเหยิง เป็นคำวิเศษณ์ แปลว่า ยุ่งกันใหญ่ วุ่นวายไม่มีระเบียบ เช่น การจลาจลทำให้บ้านเมืองยุ่งเหยิง ส่วน ยุ่ง เป็นคำกริยา แปลว่า เข้ามาเกี่ยวข้องพัวพันโดยไม่จำเป็นซึ่งตรงกับความหมายที่ต้องการจะสื่อ

          ขับเคี่ยว กับ เคี่ยวเข็ญ ๒ คำนี้ มีคำว่า เคี่ยว เหมือนกัน ฟังเผิน ๆ บางคนอาจจะเข้าใจว่า ความหมายเหมือนกัน ขับเคี่ยว หมายความว่า ต่อสู้หรือแข่งขันไปจนถึงที่สุดหรือจนแพ้ชนะไปข้างหนึ่ง ส่วน เคี่ยวเข็ญ แปลว่า บีบบังคับหรือบีบคั้นให้ได้รับความลำบาก ข่าวกีฬาที่ว่า นักวิ่งทั้ง ๒ เคี่ยวเข็ญกันมาจนถึงโค้งสุดท้ายก่อนเข้าเส้นชัย จึงต้องใช้ว่า นักวิ่งทั้ง ๒ ขับเคี่ยวกันมาจนถึงโค้งสุดท้ายก่อนเข้าเส้นชัย จึงจะได้ความตามเจตนา

          แซะ กับ กระแซะ ก็เช่นเดียวกัน พอใกล้จะถึงเดือนกันยายน ก็มีความพยายามจะกระแซะผู้บริหารบางคนออกจากตำแหน่ง เพื่อให้พวกพ้องของตนเข้าไปแทนที่ ส่วน แซะ แปลว่า เอาเครื่องมือแบน ๆ เช่นตะหลิวหรือเสียมแทงเบา ๆ โดยรอบแล้วช้อนขึ้นให้หลุดล่อนจากที่เดิม ส่วน กระแซะ แปลว่า ขยับกระทบเข้าไป ดังนั้น ในที่นี้จึงต้องใช้คำว่า แซะผู้บริหาร ซึ่งเป็นความหมายโดยอ้อม จึงจะถูกต้อง

          คำคู่สุดท้ายคือ เละ กับ เละเทะ ลูกค้าบอกว่า ไม่เอาเนื้อทุเรียนแบบเละเทะ ขอแบบห่าม ๆ เละ แปลว่า เปื่อยหรือแหลกเหลวจนไม่เป็นรูปเดิม ส่วน เละเทะ แปลว่า ไม่เป็นระเบียบ มีความประพฤติเหลวไหลไม่มีความรับผิดชอบ หรือมีความประพฤติเป็นที่น่ารังเกียจ (มักใช้ในทางชู้สาว) ดังนั้น เนื้อทุเรียนจึงต้องเป็นแบบเละ ถึงจะถูกต้อง

แสงจันทร์ แสนสุภา