ความเป็นมาของโลก (๑)

          ในพระพุทธศาสนามีพระสูตรที่ว่าด้วยความเป็นมาของโลก ปรากฏในคัมภีร์ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค พระสุตตันตปิฎก  พจนานุกรมศัพท์ศาสนาสากล อังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๓ (แก้ไขเพิ่มเติม) เล่าไว้ดังนี้  

          พระพุทธเจ้าได้ตรัสเรื่องความเป็นมาของโลกกับสามเณร ๒ รูป ชื่อ วาเสฏฐะ กับ ภารทวาชะ ความโดยสรุปว่า โลกนี้มีทั้งเสื่อมและเจริญ เมื่อโลกถึงคราวพินาศ สัตว์ส่วนมากจะได้ไปเกิดในชั้นอาภัสสรพรหมโลก เมื่อโลกกลับเจริญขึ้นมาอีก สัตว์เหล่านั้นก็จะพากันลงมาเกิดในโลกอีก ทำอะไรได้ตามใจ กินอาหารทางใจ มีแสงสว่างในตัวเอง เหาะเหินเดินอากาศได้

          ต่อมามีง้วนดินเกิดขึ้นพร้อมสี กลิ่น รส พวกเขาพากันเอานิ้วจิ้มง้วนดินกิน ก็ติดใจในรสนั้น แสงสว่างในตัวก็หายไป เมื่อแสงสว่างหายไปก็เกิดดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ และดวงดาวต่าง ๆ มีกลางวัน กลางคืน มีเดือน มีปี มีฤดูขึ้นมา เมื่อกินง้วนดินเป็นอาหาร กายก็หยาบกระด้างขึ้น ความทรามและความงามแห่งผิวพรรณก็ปรากฏเด่นชัด ทำให้เกิดการดูถูกดูหมิ่น เหยียดหยามผิวกันและกัน ง้วนดินก็หายไป เกิดสะเก็ดดินขึ้น มีสี กลิ่น รส พร้อมเป็นอาหารได้ เมื่อกินสะเก็ดดินเข้าไปก็ทำให้ร่างกายหยาบกระด้างยิ่งขึ้น ความทรามแห่งผิวพรรณก็ปรากฏชัดขึ้น มีการดูหมิ่นเหยียดหยามกันและกันมากขึ้น สะเก็ดดินหายไป มีเถาไม้เกิดขึ้นแทนเป็นอาหาร เมื่อกินเถาไม้เข้าไปทำให้ร่างกายหยาบกระด้างมากยิ่งขึ้น เกิดการดูหมิ่นกันหนักยิ่งขึ้น เถาไม้หายไป เกิดข้าวสาลีไม่มีเปลือก มีกลิ่นหอม มีเมล็ดเป็นข้าวสารขึ้น ใช้เป็นอาหารได้ ต้นข้าวสาลีที่เก็บเมล็ดในตอนเช้า พอตกตอนเย็นก็งอกเมล็ดขึ้นมาแทนที่อีกไม่มีวันหมด เมื่อกินข้าวสาลีนานวันเข้า ก็สร้างความหยาบกระด้างของร่างกายมากขึ้น จนเกิดเป็นเพศหญิงเพศชายขึ้น เมื่อต่างเพศมองจ้องกันและกันเกินขอบเขต ก็เกิดความกำหนัด เร่าร้อนและเสพเมถุนธรรมต่อหน้ากันและกัน เป็นที่รังเกียจก็พากันเอาท่อนไม้ ก้อนดิน ขว้างปา เพราะถือกันว่าเป็นอธรรม จึงสร้างบ้านเรือนเพื่อปิดบังการประกอบเมถุนธรรมนั้น.

กนกวรรณ  ทองตะโก