| ความเป็นมาของโลก (๒)
เราทราบแล้วว่าโลกมีทั้งเสื่อมและเจริญ เมื่อโลกถึงคราวพินาศสัตว์ส่วนมากจะได้ไปเกิดในชั้นอาภัสสรพรหมโลก เมื่อโลกกลับเจริญขึ้นมาอีกสัตว์เหล่านั้นก็จะพากันลงมาเกิดในโลกอีก ทำอะไรได้ตามใจ กินอาหารทางใจ มีแสงสว่างในตัวเอง เหาะเหินเดินอากาศได้ และเกิดมีง้วนดิน สะเก็ดดิน เถาไม้ ข้าวสาลีไม่มีเปลือกตามลำดับ จนสร้างความหยาบกระด้างของร่างกายมากขึ้น เกิดเป็นเพศหญิงเพศชายขึ้น เมื่อต่างเพศมองจ้องกันและกันเกินขอบเขต ก็เกิดความกำหนัด เร่าร้อนและเสพเมถุนธรรมต่อหน้ากันและกัน เป็นที่น่ารังเกียจ จึงสร้างบ้านเรือนเพื่อปิดบังการประกอบเมถุนธรรมนั้น ต่อมาก็มีผู้เกียจคร้านที่จะนำเอาข้าวสาลีมาเพื่ออาหารเช้าอย่างเดียว จึงนำมาเพื่ออาหารเย็นด้วย นำเอามาให้พอทั้งเช้าทั้งเย็นคราวเดียวกัน ต่อมา ก็มีผู้นำมาให้พอสำหรับ ๒ วันบ้าง ๔ วันบ้าง ๘ วันบ้าง ทำให้เกิดการกักตุนสะสมอาหารขึ้น คนก็เกิดมากขึ้นจนข้าวสาลีไม่พอ ที่ถอนแล้วก็ไม่งอกขึ้นอีกเลย ทำให้ไม่พอกิน ต้องเก็บกักตุนเป็นของใครของมัน ทำให้ต้องมีสถานที่ มีเขตแดนเป็นของใครของมัน บางคนรักษาส่วนของตนไว้ ไม่กิน แต่ไปลักเอาของคนอื่นมากิน เมื่อถูกจับได้ ก็เพียงแต่สั่งสอนไม่ให้ทำอย่างนี้อีก เมื่อเกิดการลักขึ้นอีก ก็ถูกจับได้ ถูกดุด่าว่ากล่าว ถึงขั้นถูกตบตีด้วยมือบ้างไม้บ้าง เมื่อเกิดการละเมิดกันและกันเช่นนี้ จึงพากันประชุมตกลงกันว่า ความไม่ดีไม่งาม เช่น การลัก การพูดปดว่าไม่ได้ลัก การดุด่า การตีกันและกัน ได้เกิดขึ้นในสังคมของเราแล้ว พวกเราควรจะตกลงกันแต่งตั้งคนให้ทำหน้าที่ติคนที่ควรติ ขับไล่คนที่ควรขับไล่ โดยเราจะแบ่งส่วนข้าวสาลีให้คนผู้นั้น เมื่อตกลงกันดังนี้ก็เลือกตั้งคนที่มีรูปร่างงดงาม น่าเลื่อมใสมีความสามารถขึ้นมาเป็นหัวหน้าเพื่อปกครองพวกตน โดยได้ให้สมญาคนนั้นว่า มหาสมมต มีความหมายว่าผู้ที่มหาชนยินยอมพร้อมใจกันตั้งให้เป็นผู้ปกครอง มีหน้าที่ติคนที่ควรติ ขับไล่คนที่ควรขับไล่ หน้าที่อีกอย่างหนึ่งของมหาสมมต คือ การแบ่งปันเขตแดนที่ทำมาหากินให้แก่คน จึงถูกเรียกว่า ขัตติยะ มีความหมายว่า ผู้เป็นเจ้าของนาทั้งหลาย นอกจากนี้มหาสมมตยังมีหน้าที่สร้างความพอใจให้ทุกคนโดยชอบธรรม จึงได้รับชื่อว่า ราชา ซึ่งมีความหมายว่า ผู้ที่ทำให้คนทั้งปวงพอใจ. กนกวรรณ ทองตะโก |

