คำถาม

หลายคนคงเคยตั้งคำถาม  ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุสงสัยใดก็ตาม  คำอธิบายอย่างตรงไปตรงมาของ  ถาม ก็คือ  ตั้งปัญหาหรือประเด็นเพื่อให้ได้คำตอบ  พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔  อธิบายว่า ในทางกฎหมายแบ่งการถามเป็นหลายประเภทคือ  ถามค้าน หรือ ซักค้าน หมายถึง  การที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งซักถามพยาน เมื่อคู่ความฝ่ายที่อ้างพยานได้ซักถามพยานเสร็จแล้ว  ถามติง  หมายถึง การที่คู่ความฝ่ายที่อ้างพยานซักถามพยานอีกครั้งหนึ่ง เมื่อคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งถามค้านพยานเสร็จแล้ว  ถามนำ  หมายถึง ถามพยานโดยแนะคําตอบไว้ในคําถามนั้นด้วย

ในทางการศึกษาคำถามมีความสำคัญมาก  เนื่องจากเป็นทักษะอย่างหนึ่งที่ต้องมีการฝึกฝนเพื่อให้เกิดผลสำเร็จในการเรียนรู้  คณะกรรมการจัดทำพจนานุกรมศัพท์ศึกษาศาสตร์ร่วมสมัย  ราชบัณฑิตยสถาน  อธิบายว่า  ทักษะการถาม  (questioning skill)  หมายถึง  ความสามารถในการค้นหาความชัดเจนในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  ทักษะการถามเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้  การถามเกิดขึ้นจากความสนใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งบุคคลต้องการรู้ คิด และเข้าใจมากขึ้น จึงใช้ทักษะการสื่อสารทางการพูดหรือการเขียน ตั้งคำถามเพื่อค้นหาคำตอบ  ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ครูและผู้เรียนสามารถฝึกทักษะการตั้งคำถามเพื่อพัฒนาการคิด การเชื่อมโยงความคิด และเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ  ทั้งนี้  การถามเป็นทั้งวิธีการสอนของครู และเป็นวิธีการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยทั่วไปการตั้งคำถามมี ๒ ระดับ คือ ๑) คำถามระดับพื้นฐาน เป็นคำถามที่เกี่ยวกับความรู้ ความจำ เรื่องที่ผู้ตอบได้พบเห็นหรือเรียนมาแล้ว สามารถตอบได้ง่ายไม่ซับซ้อน  ครูถามเพื่อเร้าความสนใจ นำเข้าสู่บทเรียน และจูงใจให้คิดต่อ และ ๒) คำถามระดับสูง เป็นคำถามที่มุ่งให้คิดค้นคว้าหาคำตอบ โดยใช้ความรู้เดิมเป็นพื้นฐานแล้วค้นคว้ารวบรวมข้อมูลที่ซับซ้อนขึ้น กระตุ้นให้ผู้เรียนใช้สมองทั้งซีกซ้ายและซีกขวาคิดคำตอบด้วยวิธีการต่าง ๆ  ทักษะการถามเป็นทักษะที่สามารถพัฒนาได้ มีความสัมพันธ์กับทักษะการใช้ภาษา ทักษะการคิดและบรรยากาศในการเรียน  ถ้าครูเป็นผู้ถาม ควรเริ่มจากคำถามระดับพื้นฐาน แล้วจึงเลือกวิธีการถามระดับสูงตามความเหมาะสม  ครูที่วางแผนการสอนได้ดีจะสามารถปลุกเร้าให้ผู้เรียนตั้งคำถามอย่างอิสระตามความสนใจใคร่รู้ นำไปสู่การค้นคว้าข้อมูลต่อไป.

จินดารัตน์  โพธิ์นอก