คำเหมือนแต่ความต่าง (๑) ในการศึกษาภาษาถิ่นใดถิ่นหนึ่ง ความหมายของคำเป็นเรื่องสำคัญอย่างหนึ่งที่ผู้เรียนจะต้องหาวิธีจดจำให้ได้มากที่สุดเพื่อจะได้สื่อสารกับคนในถิ่นนั้น ๆ ได้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น การหัดพูดภาษาถิ่นเหนือหรืออู้กำเมืองก็เช่นเดียวกัน วิธีจำความหมายของศัพท์วิธีหนึ่งคือ ใช้แนวเทียบกับภาษาไทยกรุงเทพ ในภาษาไทยถิ่นเหนือ มีศัพท์หลายคำเหมือนกับศัพท์ในภาษาไทยกรุงเทพ แต่ความหมายไม่เหมือนกัน (เหมือนในที่นี้หมายถึงรูปเขียน แต่สระและวรรณยุกต์อาจแตกต่างไปบ้าง) ตัวอย่างเช่น คำว่า เขี้ยว ซึ่งมีใช้เหมือนกันทั้ง ๒ ภาค แต่ความหมายไม่เหมือนกัน ฟัน ที่หมายถึง กระดูกเป็นซี่ ๆ อยู่ในปากสำหรับกัด ฉีกเคี้ยวอาหาร นั้น ในภาษาไทยถิ่นเหนือเรียกว่า เขี้ยว แต่ในภาษาไทยกรุงเทพ เขี้ยว หมายถึง ฟันแหลมคมสำหรับฉีกเนื้อและอาหาร อยู่ระหว่างฟันหน้ากับกราม ตามบทนิยามในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ และในบทนิยามคำว่า เขี้ยว นี้ ยังบอกว่าเป็นคำภาษาถิ่นภาคพายัพ แปลว่า ฟัน คนล้านนาเรียกฟันที่มีลักษณะเหมือนเขี้ยวในภาษาไทยกรุงเทพ ว่า เขี้ยวหมา ในขณะที่ เขี้ยวหมา ในภาษาไทยกรุงเทพ พจนานุกรมฯ ให้ความหมายว่า ไม้หรือเหล็กทำคล้ายเดือยสำหรับเพลาะกระดาน ๒ แผ่นให้สนิท เวลาคนล้านนาพูดว่า เจ็บเขี้ยว ก็หมายความว่า ปวดฟัน ถ้า ฟันผุ คนล้านนาจะพูดว่า เขี้ยวเป็นแมง ฟันกราม ในภาษาไทยถิ่นเหนือ เรียกว่า เขี้ยวเก๊า (เก๊า แปลว่า ประธาน หรือ หัวหน้า) หรือ เขี้ยวซาว ที่เรียกเช่นนี้เพราะว่ากันว่า ฟันนี้จะงอกเมื่อคนอายุครบ “ซาว” คือยี่สิบปีแล้ว และถ้า ฟันเขยิน จนต้องไปจัดฟัน คนล้านนาจะเรียกว่า เขี้ยวซุน รวมทั้ง ฟันห่าง ซึ่งคนล้านนาใช้ว่า เขี้ยวยี่ แต่ถ้าพูดว่า ยี่เขี้ยว จะตรงกับภาษาไทยกรุงเทพว่า ยิงฟัน และสุดท้าย ถ้า ฟันหลุด ก็เลย ฟันหลอ คนล้านนาจะพูดว่า เขี้ยวหล่อน ก็เลย เขี้ยวเว่าแสงจันทร์ แสนสุภา |

