คำใหม่

          ภาษาเป็นสิ่งที่เราใช้สื่อสารกันในชีวิตประจำวัน ภาษาจึงผันแปรและเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ภาษาไทยก็เปลี่ยนแปลงไปตามความเป็นไปของสังคมไทยด้วย ภาษาไทยมีคำใหม่ สำนวนใหม่ วลีใหม่ เกิดขึ้นทุกวัน คำที่ใช้อยู่เป็นปรกติก็อาจเปลี่ยนแปลงวิธีการใช้ ขยายความหมาย หรือเปลี่ยนความหมายผิดแผกแตกต่างไปจากเดิม 

          ช่วงที่มีข่าวการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เราจะอ่านหนังสือพิมพ์พบแต่คำว่า “เด็กซิ่ล” หลายคนไม่ทราบว่าหมายถึงอะไร เด็กแบบไหนจึงจะเป็นเด็กซิ่ล ลองเปิดดูในพจนานุกรมคำใหม่ของราชบัณฑิตยสถานจึงได้รู้ว่า เด็กซิ่ล ก็คือ เด็กที่เคยสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว ต่อมาเปลี่ยนไปสอบเข้าคณะหรือมหาวิทยาลัยใหม่ ในพจนานุกรมนั้นยังวงเล็บที่มาของคำให้ด้วยว่า ซิ่ล ตัดมาจากภาษาอังกฤษว่า fossil คำต่าง ๆ เหล่านี้หากไม่มีการรวบรวมไว้ ต่อไปอีกสัก ๑๐ ปีข้างหน้าคำเหล่านี้อาจจะตายไป ไม่มีใครรู้จัก เมื่อมีการศึกษาเอกสารเช่นหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารในสมัยนั้น ก็ไม่มีใครทราบความหมายแล้ว เหมือนอย่างคำว่า “วางหาบ” เชื่อว่าเด็กสมัยนี้ไม่รู้จักว่าหมายความว่าอย่างไร คำนี้ศาสตราจารย์ ดร.กาญจนา นาคสกุล ได้อธิบายให้ฟังว่าเป็นสำนวนในสมัยก่อน หมายถึง ทำความสนิทสนมเพื่อจีบเป็นแฟน เช่นพูดว่า สาวบ้านนี้มีหนุ่มมาวางหาบกันเป็นแถว  สมัยต่อมาพูดว่า “ขายขนมจีบ” เช่นว่า วันนี้แต่งตัวหล่อจะไปขายขนมจีบสาวบ้านไหนล่ะ

          คำใหม่หลายคำเกิดขึ้นแล้วก็ตายไป แต่ก็มีอีกหลายคำที่ยังคงใช้อยู่กลายเป็นคำที่ใช้ติดในภาษา อย่างเช่นคำว่า “เชย” มาจากชื่อตัวละครในเรื่อง “พล นิกร กิมหงวน” ของป. อินทปาลิต คือลุงเชย เป็นคนต่างจังหวัด ทำอะไรเปิ่น ๆ หลายอย่าง ก็เลยเรียกคนที่ทำอะไรเปิ่น ๆ ว่า ลุงเชย ต่อมาพูดเหลือเพียงคำว่า “เชย” คำเดียว คำนี้เป็นคำใหม่ในสมัยก่อน แต่ปัจจุบันก็ใช้เป็นคำทั่ว ๆ ไปแล้ว  สมัยนี้ได้ยินเด็ก ๆ ใช้ว่า “เอ๊าต์” หมายถึง ล้าสมัย ตกรุ่น มาจากคำภาษาอังกฤษ out  ตรงข้ามกับ อิน หรือ อินเทรนด์ ที่มาจากภาษาอังกฤษว่า in หรือ in และ trend แต่ความหมายที่ใช้ไม่ตรงกับคำในภาษาอังกฤษ ในภาษาอังกฤษต้องใช้ว่า trendy จึงจะหมายถึง อยู่ในสมัยนิยม

ดร.ชลธิชา สุดมุข