จตุสดมภ์

          สารานุกรมประวัติศาสตร์ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม ๒ อธิบายว่า จตุสดมภ์ แปลว่า เสาหลักทั้ง ๔ เป็นลักษณะการปกครองส่วนกลางระดับสูงของไทย แบ่งออกเป็น ๔ กรม คือ เมือง (เวียง) วัง คลัง นา เป็นรูปแบบที่ใช้ในสมัยอยุธยา ตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (อู่ทอง) ทั้ง ๔ กรมนี้มีหัวหน้า เรียกว่า ขุน ซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากับเสนาบดี มีหน้าที่ดังนี้ ขุนเมือง (ขุนเวียง) เป็นผู้ปกครองท้องที่ รักษาความสงบสุข ดูแลราษฎร ขุนวัง เป็นผู้ดูแลราชสำนัก ดูแลคดีความ แต่งตั้งยกกระบัตรไปประจำตามหัวเมือง เพื่อรายงานความเป็นไปมายังส่วนกลาง ขุนคลัง เป็นผู้เก็บรักษาและจ่ายพระราชทรัพย์ที่ได้จากส่วยสาอากรเพื่อใช้ในงานราชการ ขุนนา เป็นผู้ตรวจตราการทำไร่นา ออกสิทธิในที่นาให้แก่ราษฎร และเก็บหางข้าว คือ ส่วนแบ่งข้าวจากการทำนาสำหรับใช้ในราชการไว้ในฉางหลวง

          ต่อมาเมื่อมีการปฏิรูปการปกครองในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ได้ตั้งกรมใหญ่ขึ้น ๒ กรมซึ่งมีอัครมหาเสนาบดีเป็นผู้ดูแลคือ กรมกลาโหม มีสมุหพระกลาโหมเป็นผู้ดูแลกิจการฝ่ายทหาร และกรมมหาดไทย มีสมุหนายกเป็นผู้ดูแลกิจการฝ่ายพลเรือน โดยให้จตุสดมภ์มาขึ้นกับกรมหมาดไทย แล้วเปลี่ยนชื่อและเพิ่มหน้าที่ดังนี้ ขุนเมืองเป็นพระนครบาล มีหน้าที่ปกครองท้องที่ ปราบปรามโจรผู้ร้าย รักษาความสงบภายใน ดูแลการดับเพลิงในราชธานีและเมืองใกล้เคียง ตัดสินคดีความที่เป็นมหันตโทษ (โทษร้ายแรง) ขุนวังเป็นพระธรรมาธิกรณ์ รับผิดชอบงานพระราชพิธีต่าง ๆ ในราชสำนัก งานธุรการ การตัดสินคดีความ การแต่งตั้งยกกระบัตรไปปฏิบัติหน้าที่ต่างพระเนตรพระกรรณ ขุนคลังเป็นพระโกษาธิบดี มีหน้าที่ดูแลการรับ-จ่ายและเก็บรักษาพระราชทรัพย์ที่ได้จากส่วยสาอากร การค้าต่างประเทศ บัญชีวัสดุอุปกรณ์ทั้งอาวุธและเครื่องใช้ในราชการต่าง ๆ พระคลังหลวง การรับรองคณะทูตจากต่างประเทศ และการตัดสินคดีความของชาวต่างชาติ ขุนนาเป็นพระเกษตราธิบดี มีหน้าที่ตรวจตราและส่งเสริมการทำไร่นาของราษฎร เก็บข้าวขึ้นฉางหลวงเพื่อใช้เป็นเสบียงยามสงคราม ตัดสินคดีความของราษฎรเกี่ยวกับที่นา ออกกรรมสิทธิ์ที่นาให้แก่ราษฎร ทั้งนี้ยังมีการเพิ่มกรมต่าง ๆ ให้อยู่ในความดูแลของกรมทั้ง ๔ อีกด้วย จตุสดมภ์ยกเลิกไปเมื่อมีการปฏิรูปการปกครองในสมัยรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์.

ปิยรัตน์  อินทร์อ่อน