ฉลาม : นักล่าในทะเลลึก
เมื่อเอ่ยถึงฉลาม คนทั่วไปมีภาพของฉลามในใจว่ามันเป็นสัตว์ทะเลที่ดุร้าย น่ากลัว แต่ในโลกของความจริงคนเราถูกสุนัขกัดบ่อยกว่าฉลามหลายหมื่นหลายแสนเท่า ส่วนเสือในป่านั้นก็ร้ายกว่าฉลามในทะเลราว ๒๐ เท่า สถิติคนที่ถูกฉลามกัดตายในแต่ละปีประมาณ ๒๕ คน ถึงแม้สถิติการถูกฉลามงาบในแต่ละประเทศจะไม่ปรากฏ แต่ในอเมริกาได้มีการสำรวจพบว่าในปี ๒๕๔๑ คนถูกฉลามโจมตี ๕๔ ครั้ง ในปี ๒๕๔๒ มี ๕๘ ครั้ง และปี ๒๕๔๓ มี ๗๙ ครั้ง สาเหตุที่คนถูกฉลามรังแกมากขึ้นเพราะทะเลมีคนลงเล่นน้ำมากขึ้น เวลาคนไปว่ายน้ำในบริเวณที่มันอาศัยอยู่ และในขณะนั้นมันหิว มันก็อาจนึกผิดคิดว่าคนเป็นปลาน่ากิน แต่เมื่อฟันที่แหลมคมของมันกระทบเนื้อคนมันก็รู้ทันทีว่า นั่นไม่ใช่เหยื่อที่มันต้องการ มันจึงคายแล้วว่ายน้ำหนี ทิ้งคนให้มีบาดแผลเหวอะหวะเรียบร้อย แต่สำหรับฉลามที่ดุร้าย มันใช้วิธีว่ายน้ำเข้าชนเหยื่อและอ้าปากกัดแล้วกัดอีก มีผลให้เหยื่อเสียเลือดมากจนตาย
ผู้เชี่ยวชาญเรื่องความปลอดภัยในทะเล จึงได้กล่าวเตือนคนที่ชอบว่ายน้ำในทะเลว่า เพราะฉลามมักหิวในยามโพล้เพล้หรือตอนรุ่งสาง เวลานั้นจึงไม่เหมาะสำหรับการว่ายน้ำหรือเวลาทะเลมีน้ำขุ่นมากก็ไม่ควรลงสรงเช่นกัน การว่ายน้ำในทะเลที่ใต้น้ำมีหน้าผาลึกก็ไม่ควร เพราะฉลามอาจแอบซุ่มคอยอยู่ และเวลาว่ายน้ำไม่ควรสวมใส่เพชรนิลจินดาให้สะดุดตาเหล่าฉลาม (ความจริงเวลาอยู่บนบกก็ไม่ควร เพราะยั่วฉลามอีกประเภทหนึ่ง) นักว่ายน้ำจะสวมชุดว่ายน้ำสีอะไรก็ได้ ยกเว้นสีเหลือง เพราะตาฉลามเห็นสีเหลืองง่าย เป็นต้น
ฉลามตัวแรกของโลกถือกำเนิดในทะเล เมื่อ ๔๐๐ ล้านปีก่อนนี้ มันจึงมีอาวุโสสูงยิ่งกว่าไดโนเสาร์ถึง ๒๐๐ ล้านปี โดยเฉพาะฉลามดึกดำบรรพ์พันธุ์ Carchrodon megalodon นั้น มีลำตัวยาวถึง ๔๐ เมตร แต่ฉลามปัจจุบัน มีลำตัวยาวเพียง ๐.๑๕-๑๒ เมตร ถึงกระนั้นมันก็ยังเป็นปลาที่ใหญ่ที่สุดในทะเล (ปลาวาฬเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม) เมื่อ ๘ ปีก่อน Ivan Sanson แห่งมหาวิทยาลัย Birmingham ในประเทศอังกฤษ ได้ขุดพบฟอสซิลของฉลามอายุ ๓๕๐ ล้านปี ที่ Colordo Springs ในสหรัฐอเมริกา ซากดังกล่าวไม่มีฟัน และมีรูปพรรณสัณฐานที่แสดงว่าเป็นญาติของปลากระเบน ในวารสาร Nature ฉบับที่ ๔๒๕ ปี ๒๕๔๖ Richard Cloutier แห่งมหาวิทยาลัย Quebec ในแคนาดาได้ขุดพบฟอสซิลของฉลามที่ดึกดำบรรพ์ที่สุด เพราะมีอายุถึง ๔๐๙ ล้านปี ซากฉลาม Doliodus problematicus นี้พบใน พ.ศ. ๒๕๔๐ ที่เมือง New Brunswick ในแคนาดา
ณ วันนี้ คนสังหารฉลามประมาณ ๑๐๐ ล้านตัว/ปี ในขณะเดียวกัน ฉลามก็ฆ่าคน ๑ คน ใน ๑ ล้านคนที่ลงเล่นน้ำทะเล การสังหารผลาญฆ่าฉลามนี้ ก็เพื่อเอาครีบไปทำอาหารประมาณปีละ ๑๐๐๐๐ ตัน หรือเอาหนังไปทำเครื่องใช้ เครื่องประดับ เช่น เข็มขัด รองเท้า ส่วนตับนั้นเพราะเป็นสารที่ให้วิตามินเอสูง ดังนั้น มันจึงเป็นที่นิยมกินมากเมื่อ ๕๐ ปีก่อนนี้ แต่เมื่อนักวิทยาศาสตร์สามารถสังเคราะห์วิตามินเอได้ในห้องปฏิบัติการ ผู้คนก็บริโภคตับฉลามน้อยลง ซึ่งมีผลทำให้รายได้ของชาวประมงลดน้อยลงด้วย ส่วนจักษุแพทย์ก็ได้พบว่า เนื้อเยื่อบางส่วนในตาฉลามสามารถนำมาใช้ในตาคนได้
การศึกษาพฤติกรรมของฉลามทำให้นักชีววิทยารู้ว่าฉลามเป็นสัตว์ที่ชอบทำร้ายสัตว์ทะเลที่อ่อนแอ ดังนั้น มันจึงเป็นสัตว์ที่มีบทบาทมากในการควบคุมคุณภาพของสิ่งมีชีวิตในทะเล โดยจะให้เฉพาะแต่สัตว์ที่แข็งแรงดีเท่านั้นมีชีวิตอยู่ในทะเลได้ ในส่วนความปลอดโรคมะเร็งของฉลามนั้น ก็เป็นเรื่องที่ผู้คนเลื่องลือมาก เพราะได้มีการสำรวจพบว่า ฉลามไม่เป็นมะเร็งเลย ในขณะที่คนเสียชีวิตเพราะมะเร็งปีละมาก ๆ ดังนั้น นักชีวเคมีจึงคิดว่าต่อมในตัวฉลามคงมีฮอร์โมนบางชนิดที่เวลามันขับออกมาแล้วทำให้ตัวมันปลอดมะเร็ง
ความสามารถในการรับรู้สัญญาณจากเหยื่อก็เป็นตำนานที่เล่าลือกันมานาน ในวารสาร Nature ฉบับวันที่ ๓๐ มกราคม ปีกลายนี้ B.R. Brown แห่งมหาวิทยาลัย San Francisco ในสหรัฐอเมริกา ได้รายงานการทดลองที่แสดงให้เห็นว่า มันใช้เนื้อเยื่อใต้ผิวหนาของมันในการบอกให้มันรู้ว่าเวลาใดทะเลมีเหยื่อบ้าง เพราะ Brown ได้ตรวจพบว่า เมื่ออุณหภูมิของน้ำทะเลเปลี่ยนไป ๑ องศาเซลเซียส การเปลี่ยนอุณหภูมิทำให้ผิวหนังของมันมีความต่างศักย์ ซึ่งจะขับกระแสไฟฟ้า ๐.๓ ไมโครโวลต์ (๓ x ๑๐-๗) ให้ไหลในตัว ความสามารถในการรับรู้อุณหภูมิที่แตกต่างนี้ จึงช่วยให้มันมีวิธีหาเหยื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ จมูกของฉลามก็ไวต่อสิ่งแปลกปลอม การได้กลิ่นเหยื่อในน้ำก็เป็นวิธีหนึ่งที่มันใช้ในการล่าอาหาร
ฉลามส่วนมากออกลูกเป็นตัว ฉลามบางพันธุ์ตั้งครรภ์นานถึง ๙ เดือน และลูกครอกหนึ่งอาจมีมากถึง ๔๐ ตัว พฤติกรรมการสืบพันธุ์เช่นนี้มีส่วนทำให้ประชากรฉลามลดลง เพราะลูกฉลามอยู่ในท้องนานเกิน และลูกมันต้องใช้เวลานานจึงจะโตเต็มที่ถึงระดับสืบพันธุ์ได้ นอกจากนี้การที่ลูกมันมีอัตราการตายสูง ก็มีส่วนช่วยทำให้ฉลามที่ถูกฆ่าตายมีจำนวนมากกว่าฉลามที่ถูกเกิดออกมาหลายพันเท่า ดังนั้น ปัญหาการสงวนพันธุ์ปลาฉลาม จึงเป็นปัญหาที่เร่งด่วนอีกปัญหาหนึ่งของโลก
Ranson Myers นักชีววิทยาแห่งมหาวิทยาลัย Dalhousie ที่ Nova Scotia ในแคนาดา ได้สำรวจรายงานของชาวประมงที่ทำมาหาเลี้ยงชีพในมหาสมุทรแอตแลนติกตั้งแต่ปี ๒๕๒๙-๒๕๔๓ จนได้ข้อมูลที่แสดงให้ Myers เห็นว่าตามปรกติปลาฉลามมักชอบว่ายน้ำในบริเวณใกล้ ๆ ฝูงปลา tuna ดังนั้น เวลาปลา tuna ติดแหปลาฉลามติดแหมาด้วย แต่ชาวประมง เวลาได้ปลาฉลามมาแล้ว แทนที่จะปล่อยกลับลงในทะเล เขามักจับมันตัดครีบ แล้วโยนตัวมันที่เหลือลงให้ไปตายในทะเล ดังนั้น ในปี ๒๕๔๓ ประธานาธิบดี Bill Clinton แห่งสหรัฐอเมริกา จึงได้ลงนามในกฎหมายห้ามชาวประมงสหรัฐฯ ตัดครีบปลาฉลาม แต่กฎหมายฉบับนี้ก็ใช้บังคับเฉพาะชาวประมงอเมริกันเท่านั้น หาได้ห้ามชาวประมงชาติอื่นไม่ ดังนั้น การสั่งห้ามนี้จึงเป็นการห้ามที่ไม่มีประสิทธิผลในการอนุรักษ์เลย
ตามปรกติในการสำรวจประชากรฉลาม นักสำรวจใช้วิธีสุ่มนับจำนวนฉลามที่ติดเบ็ดหรือแห การรู้จำนวนนี้ช่วยให้นักชีววิทยารู้ว่า ทะเลมีฉลามประมาณเท่าใด และสถิติก็ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ในระหว่างปี ๒๕๒๙-๒๕๔๕ ฉลามทุกพันธุ์ได้ลดลงร้อยละ ๕๐ โดยเฉพาะฉลามเสือได้ลดลงร้อยละ ๖๕ ฉลามขาวลดลงร้อยละ ๗๙ และฉลามหัวค้อนลดลงร้อยละ ๘๙ จึงเห็นได้ว่า ฉลามหลายพันธุ์กำลังสูญพันธุ์
ในหนังสือชื่อ The Secret Life of Sharks ที่ A Peter Klimley แห่งมหาวิทยาลัย California at Davies เรียบเรียง Klimley เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมของฉลามมาก และเขาได้เขียนรายงานว่า ตามปรกติฉลามไม่กลัวปลาวาฬพิฆาต ถึงแม้ตัวจะเล็กกว่า แต่มันจะกลัวเสียงที่ดัง เพราะเสียงอะไรก็ตามที่ดังมากในรัศมี ๑๐ เมตรจะทำให้มันว่ายน้ำถอยหนี แต่ฉลามก็มีนิสัยเช่นเดียวกับสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังชนิดอื่น ๆ คือถ้ามันได้ยินเสียงดังนั้น ซ้ำ และบ่อยในที่สุด มันก็จะรู้สึกชินและไม่ว่ายน้ำหนีอีกต่อไป ส่วนอาหารโปรดของมันได้แก่ แมวน้ำและสิงโตทะเล แต่คนนั้นหาได้เป็นอาหารชอบของมันไม่
ในภาพรวมเราจึงเห็นว่า ถึงแม้คนเราจะใช้แทบทุกส่วนของฉลามเป็นประโยชน์ เช่น ใช้ฟันคมของมันทำอาวุธ หอก หนังใช้หุ้มด้ามดาบหรือกริช ซากฉลามที่ตายแล้วใช้ทำปุ๋ย ครีบ ใช้ทำซุป และเป็นยาอายุวัฒนะ ส่วนเนื้อนั้นก็เป็นอาหารโปรดของชาวญี่ปุ่น หรือแม้แต่ไขมันก็สามารถนำมาทำเป็นเครื่องสำอางได้ แต่เราก็ต้องไม่ทำลายมันจนสูญพันธุ์ และสำหรับความดุร้ายที่กล่าวกันว่ามันชอบฆ่าคนเล่นนั้น ก็เป็นเรื่องเล่าที่ไม่น่ากลัวนัก เพราะโลกมีฉลามไม่กี่พันธุ์ที่ดุจริง และถ้าเรารู้จักระมัดระวังไม่ไปเพ่นพ่านว่ายน้ำบริเวณที่มันอยู่ และมันกำลังหิว เราก็ปลอดภัยครับ.
ผู้เขียน : ศ. ดร.สุทัศน์ ยกส้าน ภาคีสมาชิก ประเภทวิทยาศาสตร์กายภาพ สาขาวิชาฟิสิกส์ สำนักวิทยาศาสตร์

