ซักส้าว พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้นิยามมุขบาฐ มุขปาฐะ [มุกขะบาด มุกขะ–] ว่า การต่อปากกันมา การบอกเล่าต่อ ๆ กันมาโดยมิได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น เรื่องนี้สืบมาโดยมุขบาฐ เรื่องนี้เป็นมุขปาฐะ บทกล่อมเด็กและบทเด็กเล่นส่วนใหญ่เป็นมุขปาฐะ ที่ร้องหรือเล่าสืบต่อกันมา บทเด็กเล่นอีกบทหนึ่งที่ผู้เขียนเคยได้ยินก็คือ ซักส้าว มีบทร้องดังนี้ ซักเอ๋ย ซักส้าว มะนาวโตงเตง ขุนนางมาเอง ว่าจะเล่นซักส้าว มือใครสั้นเอาเถาวัลย์ต่อเข้า มือใครยาว สาวได้สาวเอา คำซักส้าวนี้ บางคนก็เขียนเป็นซักเส้า แต่พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ เก็บไว้ที่คำซักส้าวและนิยามว่า ชื่อการเล่นชนิดหนึ่งของเด็กโดยจับแขนดึงกันไปมา มุขปาฐะที่เป็นบทกล่อมเด็กที่เราได้ยินกันบ่อย ใช้ร้องกล่อมเด็กมาทุกยุคทุกสมัย คงเป็นบทจันทร์เจ้าขาขอข้าวขอแกง ตามที่ผู้เขียนเคยไค้ยินมาและเคยร้องเล่นสมัยเด็กมีบทร้องดังนี้ จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า ขอข้าวขอแกง ขอแหวนทองแดง ผูกมือน้องข้า ขอช้างขอม้า ให้น้องข้าขี่ ขอเก้าอี้ ให้น้องข้านั่ง ขอเตียงตั้ง ให้น้องข้านอน ขอละคร ให้น้องข้าดู ขอยายชู เลี้ยงน้องข้าเถิด ขอยายเกิด เลี้ยงตัวข้าเอง บทร้องนี้แตกต่างเล็กน้อยจากที่นิยะดา เหล่าสุนทร ราชบัณฑิต รวบรวมไว้ในบทความเรื่อง เปโมรา : การตีความบทกล่อมเด็ก บทปลอบและบทเด็กเล่น ซึ่งมีบทร้องดังนี้ จันทร์เจ้าเอย ขอข้าวขอแกง ขอแหวนทองแดง ผูกมือน้องข้า ขอช้างขอม้า ให้น้องข้าขี่ ขอเก้าอี้ให้น้องข้านั่ง ขอเตียงตั้ง ขอยายซัง เลี้ยงน้องข้าที ขอยายมี เลี้ยงน้องข้าเถิด ขอยายเกิด เลี้ยงตัวข้าเอง ทั้งนี้ คงเป็นลักษณะเฉพาะของมุขปาฐะที่เป็นการต่อปากกันมา จึงทำให้แตกต่างกันบ้าง แต่ก็ยังคงเนื้อหาหลักที่เหมือนกันคือ พี่เลี้ยงพาน้องชมจันทร์ และถ้อยคำของบทร้องที่ไพเราะ อ่อนหวาน คล้องจองกัน ผู้เขียนไม่อยากให้บทกล่อมเด็กเล่านี้เลือนหายไปจากสังคมไทยเลยค่ะ. รัตติกาล ศรีอำไพ |

