นางเล็ด

          จากอดีตจนถึงปัจจุบัน  เราจะได้รับการสั่งสอนมาเสมอว่ากินข้าวต้องให้เกลี้ยงจาน เพราะกว่าชาวนาจะปลูกข้าวแต่ละเม็ดได้นั้นต้องใช้หยาดเหงื่อแรงงานมาก  อีกทั้งกว่าต้นข้าวจะเติบโตออกรวงก็ต้องใช้ระยะเวลาหลายเดือน  ผู้ใหญ่สมัยก่อนจึงคิดวิธีการถนอมอาหารต่าง ๆ ไม่ว่าจะทำเค็ม หมัก ดอง ย่าง ตากแห้ง สำหรับเนื้อสัตว์ ผัก และธัญญาหารที่รับประทานไม่หมด  สำหรับข้าวนั้น วิธีหนึ่งที่ใช้เมื่อรับประทานไม่หมดคือ ประดิษฐ์ให้เป็นอาหารจานใหม่ เช่น ขนมนางเล็ด  ที่ทำจากข้าวเหนียวนึ่งที่รับประทานไม่หมด  สารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม ๑๕  อธิบายไว้ว่า

          นางเล็ด  เป็นชื่อขนมชนิดหนึ่ง  ทำจากข้าวเหนียวนึ่ง  นำมาทำเป็นแผ่นกลมขนาดย่อม ๆ  ตากให้แห้งสนิท  แล้วทอดกรอบ  โรยหน้าด้วยน้ำตาลเชื่อมแก่ ๆ  ที่เดิมใช้น้ำตาลมะพร้าว หรือน้ำตาลโตนด (ที่ปัจจุบันเรียก น้ำตาลปีบ)  ต่อมามีการใช้น้ำตาลทรายขาวแทน  แล้วเหยาะสีผสมเข้าไปให้เป็นสีแดง สีเขียว เป็นต้น   ซึ่งคุณภาพจะสู้น้ำตาลมะพร้าวหรือน้ำตาลโตนดไม่ได้  นางเล็ด จัดเป็นขนมแห้งที่มีรสหวาน มัน กรอบ นิยมรับประทานเป็นอาหารว่าง  ซึ่งเก็บไว้รับประทานได้ชั่วระยะเวลาไม่เกิน  ๕-๗  วัน เนื่องจากเป็นขนมที่ทำให้สุกด้วยการทอด  หากเก็บไว้นานจะมีกลิ่นหืน 

          ปัจจุบันการทำขนมนางเล็ดนั้น  สะดวกสบายขึ้นไม่ต้องพึ่งฟ้าระอาฝน  เพราะมีเตาอบที่ตั้งระบบไฟได้ตั้งแต่อ่อนสุดคล้ายแสงแดดจนถึงสูงสุดคล้ายแดดจัด  นอกจากนี้  ยังมีการปรับปรุงนางเล็ดที่จากเดิมมีเพียงรสหวานกับรสเค็มให้มีรสชาติหลากหลายมากขึ้น เพื่อให้ถูกปากสำหรับทุกเพศทุกวัย  โดยการโรยหน้าด้วยหมูหยอง  เมล็ดมะม่วงหิมพานต์  ธัญพืชต่าง ๆ เป็นต้น  อีกทั้งยังทำรูปแบบให้สะดุดตา  เช่น  รูปหัวใจ  รูปถ้วย  รูปโดนัต

          นับเป็นอีกหนึ่งภูมิปัญญาที่แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและละเอียดถี่ถ้วนของท่านผู้ใหญ่ในสมัยก่อน ที่คิด ประดิษฐ์ และดัดแปลงวิธีการถนอมอาหาร  ทำให้เรามีขนมอร่อย ๆ อย่างนางเล็ดไว้ทานจนถึงทุกวันนี้.

       กนกวรรณ  ทองตะโก