นา

       แต่ไหนแต่ไรมา เราท่านก็ทราบกันดีว่าประเทศไทยเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว แต่เคยทราบหรือไม่ว่า นา ที่เราเห็นชาวนาใช้ปลูกข้าวอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ มีแบ่งเป็นหลายประเภท  ถ้าอยากรู้พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ก็มีคำอธิบายพอสังเขปดังนี้

       ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ คำว่า นา มี ๓ ความหมาย ความหมายแรก เป็นคำนาม ตามที่เราเข้าใจกันว่าหมายถึง พื้นที่ราบทําเป็นคันกั้นนํ้าเป็นแปลง ๆ สําหรับปลูกข้าวเป็นต้น พื้นที่มีลักษณะคล้ายนาสําหรับทําประโยชน์อื่น ๆ เรียกตามสิ่งที่ทํา เช่น นาเกลือ นากุ้ง นาผักกระเฉด ใช้ประกอบกับคําอื่นที่เกิดหรือเกี่ยวข้องกับนา เช่น เต่านา ปูนา   ซึ่งนาตามความหมายนี้ได้แบ่งเป็นประเภทต่าง ๆ เช่น นาขอบเหล็ก  คือนาชนิดที่ไม่มีทางจะบุกเบิกออกไปได้อีก บางครั้งก็เรียกว่า นาเชิงทรง   ส่วน นาคู่โค  คือนาที่ได้ทํามาแล้วนาน เป็นนาดี ทําแล้วไม่ใคร่เสีย   นาดำ  คือนาชนิดที่ใช้ถอนต้นกล้ามาปลูก นาปรัง  คือนาที่ทำในฤดูแล้งนอกฤดูทํานา นาปี  คือนาที่ทำในฤดูฝนซึ่งเป็นฤดูทํานา นาฟางลอย  คือนาที่ปลูกข้าวชนิดหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า “ข้าวขึ้นน้ำ” เนื่องจากมีรากยาว สามารถหนีน้ำที่บ่ามาท่วมได้รวดเร็ว สามารถแตกแขนงตามข้อและที่ข้อจะมีรากงอกออกมาสำหรับดูดหาอาหาร นิยมปลูกในท้องที่ซึ่งมีระดับน้ำสูงตั้งแต่ ๑–๔ เมตร บางครั้งก็เรียกว่า นาเมือง   นอกจากนี้ยังมี นาสวน  คือนาข้าวที่ปลูกในพื้นที่ซึ่งมีระดับน้ำลึกตั้งแต่ ๑ เมตรลงมา; เรียกข้าวเปลือกที่มีเมล็ดแข็งเป็นมันว่า ข้าวนาสวน  นาหว่าน  คือนาชนิดที่หว่านเมล็ดข้าวลงในนา  ส่วนความหมายที่ ๒  เป็นคําบทบูรณ์ มักใช้ประกอบท้ายคําบทร้อยกรองให้มีความกระชับหรือสละสลวยขึ้น เช่น แลนา  และความหมายที่ ๓ เป็นคำโบราณ ปัจจุบันเลิกใช้แล้ว หมายถึง ตำแหน่งเจ้ากระทรวงปกครองครั้งโบราณ มีหน้าที่ดูแลรักษานาหลวง จัดหาและรักษาเสบียงอาหารสำหรับพระนคร ดูแลทุกข์สุขของชาวไร่ชาวนา.

            จินดารัตน์  โพธิ์นอก