น้ำมนต์

          ภาพที่เห็นจนคุ้นตาหลังจากการฟังเทศน์เรียบร้อยแล้วทุกครั้ง  คือผู้คนจะนั่งพนมมือรอรับน้ำมนต์ที่ประพรมโดยพระที่อาวุโสที่สุดในหมู่สงฆ์นั้น ซึ่งถือกันว่าเป็นมงคลแก่ตัว   จึงเกิดสงสัยว่านอกจากน้ำมนต์จะใช้ประพรมเพื่อเป็นมงคลแล้วยังจะใช้เพื่อการอื่นได้หรือไม่  อย่างไร   สารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม ๑๕ อธิบายไว้ว่า

          น้ำมนต์โดยทั่วไปกำหนดได้เป็น  ๓  อย่าง คือ 

          ๑. ใช้เพื่อเป็นมงคล  คือใช้ในการทำบุญทางศาสนาที่เรียกว่า งานมงคล  เช่น ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ งานสมรส ซึ่งสังฆเถระจะประพรมน้ำมนต์ให้แก่เจ้าของงานและแก่ผู้มาร่วมงาน

          ๒. ใช้เพื่อรักษาโรค  โบราณนิยมทำเป็นประจำโดยจะนมัสการตักน้ำมนต์ในโบสถ์วัดต่าง ๆ เอามารวมลงในหม้อน้ำมนต์ที่บ้านตั้งไว้หน้าที่บูชาพระ  ใครเป็นอะไร เช่น ปวดหัว  ปวดท้อง ก็ไปกราบขอน้ำมนต์นั้นมากิน  โดยมากก็มักหายคนจึงนิยม  และนิยมใช้รักษาสารพัดโรคซึ่งผู้จะรักษาต้องแน่ใจและครูต้องครอบให้  ถ้าทำโดยพลการเรียกว่า “ต้องธรณีสาร” หรือการหลู่ครูนั่นเอง  ซึ่งถือกันว่าเป็นเสนียดจัญไรอย่างยิ่ง  ต้องล้างด้วยน้ำมนต์ธรณีสารเตือนให้รู้ว่า ต้องบูชาครู  โดยครูทำน้ำมนต์ธรณีสารรดให้ แล้วจัดการลงโทษ แล้วครอบให้ จึงจะรักษาได้ต่อไป 

          ๓. ใช้ระงับทุกข์ภัย  ในธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๗ ปกิณกวรรค เรื่องอัตโนบุพกรรมท่านเล่าว่า ในกรุงไพสาลี แคว้นวัชชี เกิดภัยใหญ่ ๓ ประการคือ ข้าวยากหมากแพง อมนุษย์ให้โทษ และเกิดโรคระบาด พระเจ้าลิจฉวีจึงทูลเชิญพระพุทธองค์ที่ประทับอยู่กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธให้มาแก้ไข เมื่อพระพุทธองค์เสด็จถึงกรุงไพสาลี โปรดให้พระอานนท์รับเรียนรัตนสูตรให้พระเจ้าลิจฉวีถือบาตรน้ำมนต์ พระอานนท์บริกรรมรัตนปริต ประพรมน้ำมนต์ทั่วบริเวณกรุงไพสาลี ในกำแพงเมืองทั้ง ๓ ชั้น ภัยทั้ง ๓ ระงับทันที ประชาชนกลับมาเป็นปรกติสุขตามเดิม

          น้ำมนต์นี้ ถ้าเสกด้วยพระพุทธมนต์ เรียกว่า น้ำพระพุทธมนต์ นิยมว่าต้องพระเสก  ถ้าเสกด้วยโองการตามลัทธิไสยศาสตร์ เรียกว่า เทพมนต์หรือทิพมนต์อย่างที่พราหมณ์ทำอยู่ที่โบสถ์พราหมณ์กรุงเทพฯ.

       กนกวรรณ  ทองตะโก