น้ำมัน น้ำมัน (oil) พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้นิยามว่า “ของเหลวที่มีลักษณะเป็นมันลื่น ไม่ละลายน้ำ สกัดจากพืช สัตว์ แร่บางชนิด เช่น ถ่านหิน หรือที่สูบขึ้นมาจากแหล่งกำเนิด โดยปริยายหมายถึงสิ่งที่มีลักษณะคล้ายคลึงเช่นนั้น เช่น น้ำมันใส่ผม“ ในภาษาไทยถ้าจะระบุถึงประเภทของน้ำมัน จึงมักต้องมีลูกคำต่อท้าย เช่น น้ำมันเบนซิน น้ำมันพืช น้ำมันหมู หรืออาจพิจารณาที่บริบทของประโยค เช่น “พรุ่งนี้ ปตท. ประกาศขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด ๕๐ สตางค์ต่อลิตร” ประโยคดังกล่าวย่อมหมายถึงน้ำมันเชื้อเพลิง (fuel oil) สำหรับยานพาหนะ ไม่ใช่น้ำมันหมูอย่างแน่นอน สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ ๑๙ ได้แยกน้ำมันออกเป็น ๒ ประเภท ประเภทแรก คือ น้ำมันแร่ ซึ่งสูบขึ้นมาจากใต้ดิน ได้แก่ น้ำมันดิบ ปิโตรเลียม ที่ใช้เป็นผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมหลายชนิด ไม่สามารถใช้บริโภคได้ ส่วนประเภทที่ ๒ ก็คือน้ำมันสำหรับบริโภค ได้แก่ น้ำมันพืช และน้ำมันสัตว์ ซึ่งจะกล่าวถึงในบทความนี้ โดยน้ำมันทั้งของพืชและสัตว์เป็นสารประกอบเชิงอินทรีย์ เกิดจากการรวมตัวของกรดคาร์บอซิลิก (Carboxylic acid) หรือกรดไขมันหลายโมเลกุล โดยมีกลีเซอรอล หรือกลีเซอรีน (Glycerol or Glycerine) เป็นตัวเชื่อม กรดไขมันยังแยกออกเป็น ๒ ชนิด คือ กรดไขมันอิ่มตัว ซึ่งร่างกายดูดซึมและใช้ประโยชน์ได้น้อย สามารถสะสมตัวเกาะติดกับผนังด้านในของเส้นโลหิตทำให้เกิดการอุดตันและเปราะแตกได้ง่าย กับกรดไขมันไม่อิ่มตัว มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เนื่องจากถูกดูดซึมและย่อยได้ง่าย ส่วนไขมัน (fat) พจนานุกรม ฯ อธิบายว่า น้ำมันจากสัตว์และพืชที่อยู่ในสภาพของแข็งไม่ละลายน้ำ ถ้าเป็นของแข็งที่อุณหภูมิปรกติเรียก ไข ครั้งต่อไปผู้เขียนขอกล่าวถึงน้ำมันที่ไม่สามารถใช้บริโภคได้และประเภทต่าง ๆ ของน้ำมันชนิดนี้ . รัตติกาล ศรีอำไพ |

