บัว

          บัวเป็นหนึ่งในบรรดาดอกไม้ที่ผู้คนนิยมกันทั่วโลก ทั้งในการปลูกเป็นไม้ดอก และไม้ประดับ ในสมัยโบราณชาวอียิปต์นิยมนับถือบัวเป็นดอกไม้ประจำชาติ และเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ ภาพเขียนที่ปรากฏตามผนังของพีระมิด หลุมฝังศพ และอาคารปรักหักพังต่างก็แสดงให้เรารู้ว่า เมื่อ ๔๐๐๐ ปีก่อนนี้ ตามลุ่มแม่น้ำไนล์มีบัวชนิดต่าง ๆ ขึ้นอยู่มากมาย เพราะภาพของสระน้ำมีภาพของกอบัวปรากฏให้เห็นเป็นหย่อม ๆ แม้กระทั่งตามหัวเสาสูงของโบสถ์ วิหาร ก็มีลายสลักเป็นรูปดอกบัว Herodotus นักประวัติศาสตร์ชาติกรีกได้เคยบันทึกไว้ว่าเมื่อถึงยามที่น้ำในแม่น้ำไนล์เอ่อท่วมฝั่ง เขาได้เห็นบัวชูดอกมากมาย โดยบัวเหล่านี้จะบานในเวลาฟ้าสาง และหุบดอกเมื่อถึงเวลากลางคืน การแย้มบานและหุบกลีบที่เกิดขึ้นพร้อมกับการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์นี้เอง ที่ทำให้ชาวอียิปต์โบราณถือกำหนดให้ดอกบัวเป็นสัญลักษณ์ของเทพเจ้า Horus แห่งดวงอาทิตย์ โดยถือให้พระองค์ทรงกำเนิดจากดอกบัว

          ส่วนคนอินเดียก็ได้นับถือบัวเป็นดอกไม้สัญลักษณ์แห่งชาติมานานแสนนานแล้วเช่นกัน เพราะเมื่อ ๔๕ ปีก่อนนี้ นักโบราณคดีได้ขุดพบรูปปั้นดินเหนียว ที่ปั้นเป็นรูปเทพธิดาเปลือย และมีดอกบัวเป็นเครื่องประดับแซมที่ผม โดยรูปปั้นถูกพบในซากเมืองโบราณที่จมอยู่ใต้ดินบริเวณลุ่มแม่น้ำสินธุซึ่งเป็นแหล่งอารยธรรมแห่งแรก ๆ ของโลก การวัดอายุของรูปปั้นทำให้เรารู้ว่า ดอกบัวได้เข้ามามีบทบาทและความหมายในชีวิตของคนอินเดีย อย่างน้อยก็นานถึง ๕๐๐๐ ปี จากนั้นความนิยมชมชอบในความงามของดอกบัวก็ได้แผ่ขยายเข้าไปในศาสนาต่าง ๆ ของอินเดีย เช่น ในศาสนาพราหมณ์ได้มีการกำหนดให้พระพรหมสถิตประทับเหนือดอกบัว  พระหัตถ์ของพระสุรัสวดี ผู้เป็นพระชายาของพระพรหมก็มีดอกบัว ส่วนพระลักษมี พระชายาของพระนารายณ์ ขณะประสูติขึ้นจากทะเลก็ทรงนั่งในดอกบัว

          ชาวพุทธนั้นได้ถือว่า บัวเป็นดอกไม้ประจำพระพุทธศาสนาเช่นกัน  พุทธประวัติได้กล่าวถึงพระนางสิริมหามายาว่า ได้ทรงนิมิตเห็นดอกบัวสีขาวก่อนประสูติพระสิทธัตถะ และเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเจริญพระชนมายุ พระราชบิดาได้โปรดให้ขุดสระโบกขรณีที่ปลูกบัวให้พระโอรสลงเล่นถึง ๓ สระ เป็นต้น

          ทุกวันนี้ ดอกบัวยังเป็นที่นิยมปลูกกันในเอเชียทั่วไป ทั้งนี้เพราะบัวมีความสวยงามทั้ง ๆ ที่เกิดจากโคลนที่สกปรก แต่ก็สามารถแสดงดอกสวยให้คนชื่นชมได้ ซึ่งตรงกับปรัชญาของชาวตะวันออกที่ว่า คนเราแม้จะมีต้นกำเนิดจากที่ต่ำต้อยสักปานใดแต่ก็มีโอกาสเป็นคนดีได้ถ้าใฝ่ดีและการที่ชาวพุทธใช้บัวในการบูชาพระ เพราะถือว่าบัวเป็นดอกไม้ที่บริสุทธิ์สะอาด ซึ่งถึงแม้จะเกิดในน้ำ แต่ก็ชูดอกพ้นน้ำและใบก็ไม่เปื้อนน้ำ เสมือนพระพุทธเจ้าทรงประสูติในท่ามกลางทะเลกิเลส แต่กิเลสก็มิได้แปดเปื้อนพระองค์เลย

          ส่วนคนไทยเรา นอกจากจะใช้บัวเป็นดอกไม้บูชาพระแล้ว เรายังใช้รากบัวหรือเหง้าบัวเป็นยาแก้อาการร้อนใน หรือใช้เชื่อมน้ำตาลเป็นของหวาน และใช้ชุบแป้งทอดเป็นอาหารว่าง ส่วนของดอกบัวที่เป็นเกสรเพศผู้สามารถนำมาทำเป็นยาหอมบำรุงหัวใจและชูกำลังแก้อาการหน้ามืดวิงเวียนศีรษะได้ นอกจากนี้ ชาวบ้านยังนิยมใช้ดีบัวเป็นยาขยายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจอีกด้วย ส่วนเมล็ดบัวก็นิยมนำมาต้มเป็นของหวาน และยาบำรุงครรภ์ กลีบดอกบัวที่แห้งสามารถนำมาทำเป็นมวนบุหรี่ ใบอ่อนใช้เป็นผักจิ้ม และใบแก่ใช้ห่ออาหารแทนใบตองได้

          ไม่เพียงแต่คนเอเชียเท่านั้นที่ชื่นชมบัว แม้แต่คนตะวันตกเองก็นิยมชมชอบเช่นกัน  ในมหากาพย์ Odyssey ของ Homer ก็ได้มีการกล่าวถึงชนพื้นเมืองเผ่าหนึ่งที่นิยมกินบัว (lotus) ว่าเป็นคนชอบหลงลืม แต่ในความเป็นจริงบัวที่ Homer เขียน เป็นพืช Ziziphus lotus  ที่มีหนามแหลม และมีผลหอมหวานต่างหาก ซึ่งพืชชนิดนี้มีขึ้นมากมายในประเทศกรีซ และแอฟริกาตอนเหนือ และชาวกรีกนิยมนำผลมาทำเป็นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ดังนั้น เวลาบริโภคคนดื่มจึงเกิดอาการมึนเมาและหลงลืม

          นักวิทยาศาสตร์ก็สนใจศึกษาบัวเช่นกันเพราะได้มีการพบว่าบัวบางชนิดสามารถผลิตความร้อนได้มากทำให้ดอกของมันมีอุณหภูมิสูงกว่าอุณหภูมิของอากาศภายนอกถึง ๓๕ องศาเซลเซียส การมีอุณหภูมิสูงเช่นนี้ได้ดึงดูดแมลงต่าง ๆ ให้บินมาหาดอกมัน เพราะแมลงเหล่านั้นต้องการความอบอุ่น และเมื่อแมลงบินจากไปการแพร่พันธุ์สู่ดอกอื่นจึงเกิดตามมา

          นักพฤกษศาสตร์รู้มานานแล้วว่า ต้นไม้ดอกทุกชนิดในโลกใช้กลวิธีและกลเม็ดหลากหลายนรูปแบบในการแพร่พันธุ์ของมัน บ้างออกดอกสวย บ้างออกดอกที่มีกลิ่นหอม ดอกบางดอกมีสมบัติทั้งสวยทั้งหอม ทั้งนี้ก็เพื่อล่อหลอกแมลงและนกให้บินมาหามัน และเมื่อสัตว์เหล่านี้บินมาคลุกเคล้าดอกมันก็จะได้กินน้ำหวาน และตามตัวของมันจะมีละอองเกสรของเพศผู้ติดไป ดังนั้น เวลามันบินไปหาดอกไม้อื่น ๆ ละอองเกสรเพศผู้นี้ก็จะถูกนำไปผสมพันธุ์กับเกสรเพศเมีย พืชจึงได้ใช้วิธีนี้ในการแพร่พันธุ์

          นอกจากนี้ พืชบางชนิดใช้วิธีออกดอกให้มีลักษณะเหมือนแมลง เพื่อให้แมลงชนิดเดียวกันสนใจบินมาผสมพันธุ์ และพืชอีกหลายชนิดใช้วิธีผลิตความร้อนในต้น จนกระทั่งดอกของมันมีอุณหภูมิสูง ซึ่งมีผลทำให้การระเหยของกลิ่นดอกเกิดได้ง่าย ทำให้แมลงที่อยู่ไกลสามารถได้กลิ่นดอกในเวลาไม่นาน และเมื่อแมลงเหล่านั้นบินมาเชยดอก แมลงก็จะได้รับพลังงานความร้อนและอาหารจากดอกด้วย

          อันที่จริงต้นไม้ทุกชนิดต่างก็สร้างพลังงานความร้อนด้วยกันทั้งสิ้น แต่ในต้นไม้ส่วนใหญ่กระบวนการสร้างความร้อนเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ ดังนั้น ความร้อนที่ผลิตได้จะซึมหนีจากต้นไม้ไปสู่อากาศรอบข้างในเวลาไม่นาน มีผลทำให้อุณหภูมิของต้นไม้สูงพอ ๆ กับอุณหภูมิของอากาศภายนอก แต่ในดอกบัววงศ์ Nymphaeaceae และ Nelumbonaceae หรือดอกของต้นปาล์ม Aricaceae นักพฤกษศาสตร์ได้พบว่า ในบางเวลาจะให้ดอกที่มีอุณหภูมิสูงมาก

          ในวารสาร Nature ฉบับเมื่อไม่นานมานี้ R. Seymour แห่งมหาวิทยาลัย Adelaide ในประเทศออสเตรเลีย ได้รายงานว่า เอกลักษณ์ที่สำคัญของดอกไม้ที่มีอุณหภูมิสูง ๆ เหล่านี้ก็คือ มันมักจะมีขนาดใหญ่ ทั้งนี้ คงเป็นเพราะถ้าดอกมีขนาดเล็กมันจะไม่สามารถเก็บความร้อนได้นาน นอกจากการมีขนาดใหญ่แล้ว คุณสมบัติที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ส่วนที่เป็นเพศเมียของดอกมักจะสุกก่อนส่วนที่เป็นเพศผู้ ดังนั้น เวลาแมลงหรือนกบินมาหาดอกไม้เหล่านี้ในช่วงเวลาที่รังไข่ของดอกสุก ซึ่งเป็นเวลาที่ดอกผลิตความร้อนได้มากที่สุดและดอกมีกลิ่นแรงสุด แมลงหรือนกจะซุกไซ้หาน้ำหวานในดอก และพร้อมกันนั้นมันก็จะนำละอองเกสรเพศผู้จากดอกอื่นมาผสมกับรังไข่ที่สุกรออยู่แล้ว การผสมพันธุ์ข้ามดอกจึงเกิดขึ้น แต่แมลงเหล่านี้ก็อาจจะถูกดอกหุบกลีบบัวมันอยู่ภายใน จนกระทั่งรังไข่ของดอกหมดสภาพในการสืบพันธุ์ และส่วนที่เป็นเกสรเพศผู้เริ่มสุก ดอกก็จะบานออกเพื่อปลดปล่อยแมลงบินหนีไป พร้อมกับนำละอองเกสรเพศผู้ที่สุกแล้วไปผสมกับรังไข่ในดอกอื่น ๆ ต่อไป

          ดอกบัววิกตอเรีย Victoria amazonica เวลามีอุณหภูมิสูง กลีบดอกจะเปลี่ยนสี ตามปiกติดอกจะมีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวประมาณ ๒๐ เซนติเมตร และบานในตอนเย็น โดยมีอุณหภูมิสูง ๒๖-๓๒ องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าอุณหภูมิอากาศแวดล้อมราว ๑๐ องศาเซลเซียส ดอกที่บานเต็มที่จะส่งกลิ่นแรงมาก แมลงเต่าทอง Cyclocephala  ที่มีขนาดตัวใหญ่ราว ๑-๒.๕ เซนติเมตร เมื่อได้กลิ่นจะบินเข้าไปในดอก มันจะไชชอนลงไปในร่องลึกของดอกเพื่อหาอาหารจนถึงเวลาดึกกลีบดอกบัววิกตอเรียก็จะหุบ บังเจ้าแมลงเต่าทองที่ตะกละให้ตกอยู่ภายในดอกทั้งคืน จนกระทั่งถึงเวลาบ่ายจัด ๆ ของวันรุ่งขึ้น กลีบดอกก็จะเปลี่ยนสีจากชมพูอ่อนเป็นสีม่วงจัดแล้วก็บานออกอีกครั้งหนึ่งเมื่อถึงเย็น แมลงเต่าทองที่อิ่มหนำสำราญก็จะคลานออกมาพร้อมกับมีละอองเกสรเพศผู้ติดตัวบินไปหาดอกไม้อื่นต่อไป กระบวนการผสมพันธุ์ข้ามดอกจึงกำเนิดเป็นวัฏจักรเช่นนี้เรื่อยไป

          นอกจากบัวจะได้แพร่พันธุ์แล้ว Seymour ก็ยังได้พบอีกว่า แมลงเองก็ได้ประโยชน์เช่นกัน เพราะเหตุว่าแมลงเหล่านี้ต้องการพลังงานความร้อนในการบิน อุณหภูมิที่จะทำให้มันบินได้ดีอย่างต่ำก็ ๒๗ องศาเซลเซียส ดังนั้น การได้พลังงานความร้อนจากบัวจะทำให้มันหาอาหารและสืบพันธุ์ได้ดีขึ้นมาก และเพราะเหตุว่าแมลงเหล่านี้ตามปรกติมักจะมีขนาดเล็ก ดังนั้น ตัวของมันจะสูญเสียความร้อนอย่างรวดเร็ว เมื่อเป็นเช่นนี้มันจึงต้องการพลังงานมากในการทำตัวของมันให้อบอุ่น ในท่ามกลางอากาศที่เย็นกว่า และนั่นก็หมายความว่ามันต้องกินอาหารที่หนักเท่ากับน้ำหนักตัวของมันในแต่ละวัน แต่เมื่อมีการดูดซับพลังงานความร้อนเข้าร่างกาย ปริมาณอาหารที่มันต้องการจะเป็นเพียงร้อยละ ๓ ของน้ำหนักตัวมันเท่านั้นเอง

          ไม่เพียงแต่แมลงเต่าทองเท่านั้นที่ได้ประโยชน์จากธรรมชาติลักษณะนี้ แม้แต่แมลงวันและผึ้งต่าง ๆ ก็ได้ผลประโยชน์ในการเข้ามาคลุกเคล้าดอกไม้อุณหภูมิสูงเช่นกัน และถึงแม้ว่าเราจะเข้าใจเหตุผลว่าเหตุใดแมลงวันบางชนิดจึงต้องคู่กับดอกไม้บางชนิด แต่เราก็ยังไม่เข้าใจว่าอิทธิพลด้านความร้อนของดอกไม้ที่มีต่อคุณภาพชีวิตของแมลงนั้นเป็นเช่นไร หรือถ้าดอกไม้ไม่ปรับอุณหภูมิมันจะดำเนินชีวิตในสภาพใด และเหตุใดต้นไม้ที่ไม่มีอวัยวะสลับซับซ้อน จึงสามารถสร้างความร้อนในตัวของมันเองได้สูงกว่าสัตว์เลือดอุ่นอีกหลายชนิดด้วย

          ถึงกระนั้นก็ตาม บทความนี้คงช่วยให้เราเข้าใจนิทานเรื่อง เจ้าหญิงนกกระจาบ ที่นกกระจาบตัวผู้บินมาคลุกเคล้าเกสรดอกบัว จนถูกขังภายในแล้วบินกลับไปหาตัวเมีย แต่ไม่ทันการเพราะรังถูกไฟป่าเผาไหม้จนหมดสิ้น… ใช่ไหมครับ.

ผู้เขียน : ศ. ดร.สุทัศน์ ยกส้าน ภาคีสมาชิก ประเภทวิทยาศาสตร์กายภาพ สาขาวิชาฟิสิกส์ สำนักวิทยาศาสตร์