ปริมาณของน้ำ

          ช่วงนี้ยังมีฝนตกอยู่ บางวันตกค่อนข้างมากจนทำให้นึกถึงเพลงเพลงหนึ่งมีเนื้อร้องว่า “ฟ้าเมื่อคืนฝนฉ่ำ…” ที่หลายคนคงคุ้นเคยกันดี และจินตนาการเห็นภาพฝนที่ตกหนักมากขนาดที่ฟ้าฉ่ำไปด้วยน้ำ 

          เมื่อพูดถึงน้ำ ถ้าน้ำมีปริมาณที่ต่างกัน คำในภาษาไทยก็มีคำที่กล่าวถึงให้เห็นความแตกต่างกันด้วย เช่นถ้าน้ำมีปริมาณมากอย่างคำว่า ฉ่ำ ที่กล่าวถึงไปแล้วเป็นคำวิเศษณ์ หมายถึง ชุ่มชื้น ชุ่มน้ำในตัว เช่น สับปะรดผลนี้ฉ่ำน้ำมาก

          แฉะ เป็นคำกริยา หมายถึง เปียกหรือชุ่มน้ำอยู่เสมอ เช่น ถนนแฉะ ตาแฉะ  และยังหมายถึง เปียกหรือชุ่มน้ำเกินไป เช่น ข้าวแฉะ

          ชุ่ม เป็นคำกริยา หมายถึง มีนํ้าหรือของเหลวซึมซาบเอิบอาบอยู่ เช่น กินมะนาวซิจะทำให้ชุ่มคอ

          โชก เป็นคำวิเศษณ์ หมายถึง มากจนไหลอาบไปทั่ว เช่น วิ่งมาจนเสื้อเปียกโชก ราดนํ้าแกงบนข้าวโชก ๆ

          ซก หรือ ซ่ก เป็นคำกริยา หมายถึง เปียกชุ่มจนถึงหยด เช่น เหงื่อซก

          ซึม เป็นคำกริยา หมายถึง กิริยาของนํ้าหรือของเหลวที่ไหลไปตามรูเล็ก ๆ อย่างช้า ๆ เช่น เหงื่อซึม นํ้าซึม

          เปียก คำคำนี้เป็นทั้งกริยา หมายถึง มีนํ้าชุ่มปนผสมอยู่หรือติดอยู่ เช่น เปียกเหงื่อ เปียกฝน เปียกน้ำ  และยังเป็นคำวิเศษณ์ หมายถึง ที่ชุ่มน้ำ เช่น ผมเปียก ผ้าเปียก เหงื่อเปียก

          หรือถ้าน้ำมีปริมาณน้อยมากก็มีคำที่บอกให้ทราบได้ เช่น ชื้น เป็นคำวิเศษณ์ หมายถึง ไม่แห้งทีเดียว เช่น ผ้าชื้น

          หมาด เป็นคำวิเศษณ์ หมายถึง แห้งไม่สนิทหรือเกือบแห้ง เช่น ผ้านี้ยังหมาดอยู่

          ลักษณะของปริมาณน้ำนี้มีที่นำมาใช้แก่พืชด้วย อย่างคำว่า อวบน้ำ เป็นคำวิเศษณ์ หมายถึง มีเนื้อชุ่มนํ้า เช่น ต้นกระบองเพชรเป็นพืชที่มีลําต้นอวบนํ้า

          แต่หากไม่มีน้ำอยู่เลยก็คือ แห้ง ซึ่งเป็นคำวิเศษณ์ หมายถึง ไม่มีนํ้าหรือหมดนํ้า เช่น คลองแห้ง โอ่งแห้ง  และยังหมายถึง ไม่เปียก เช่น ผ้าแห้ง 

   พัชนะ  บุญประดิษฐ์