พงศาวดาร

          หนึ่งในวิชาเรียนที่สำคัญ ซึ่งว่าด้วยความเป็นมาหรือเรื่องราวของประเทศชาติเป็นต้นตามที่บันทึกไว้เป็นหลักฐาน คือ วิชาประวัติศาสตร์  ทราบไหมว่าก่อนที่เราจะใช้คำ “ประวัติศาสตร์” อย่างในปัจจุบันนี้  เดิมเราใช้คำ “พงศาวดาร” มาก่อน  สารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่มที่ ๒๐ เล่าไว้ว่า

          พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้ความหมายของคำ พงศาวดาร (chronicle) ไว้ว่าคือ เรื่องราวของเหตุการณ์เกี่ยวกับประเทศชาติหรือพระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขของประเทศชาตินั้น เช่น พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา พงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์

          พงศาวดาร เป็นคำเก่าที่ใช้มานาน  เท่าที่ปรากฏเป็นหลักฐานว่ามีใช้ พบในหนังสือประวัติกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๔๓๕-๒๕๐๗ คือมีข้อความกำหนดว่าหลักสูตรที่ใช้ใน พ.ศ. ๒๔๓๘ ให้มีวิชาพงศาวดารที่ต้องเรียน

          ในสมัยมหาอำมาตย์เอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัติ ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงธรรมการ เริ่มนิยมใช้คำ “ประวัติศาสตร์” แทนคำ “พงศาวดาร”  ดังที่พระองค์ทรงเล่าไว้ในหนังสือ เจ็ดรอบอายุ พระนิพนธ์พระวรวงศ์เธอกรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ซึ่งประทานแก่โอรสและธิดาว่า “พ่อนั้นได้เข้าไปสอนพงศาวดารไทย และสากล (ในคณะรัฐประศาสนศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนเป็นเสนาบดีกระทรวงธรรมการ) พ่อเข้าไปสอนได้เสนอให้เรียก ‘ประวัติศาสตร์’ ตามพระราชนิยมพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพราะพงศาวดารนั้น โดยศัพท์คือ ‘เรื่องราวของพระอวตารหรือพระนารายณ์’  ซึ่งคนไทยเคลมเอาเป็นเกี่ยวข้องกับพระเจ้าแผ่นดิน…แต่เมื่อจะกล่าวถึงวิชาอย่างกว้างขวางแล้ว พ่อเห็นว่า ไม่เป็นคำที่ควรจะนำมาใช้กับประวัติของนานาประเทศ ซึ่งเขามิได้รู้เรื่องหรือยกย่องพระอวตาร เป็นอันว่าเราเปลี่ยนเรียกวิชาพงศาวดารว่า ‘ประวัติศาสตร์…'”  ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานกระแสเป็นคำนำสนับสนุนเป็นอย่างดีว่า  “หม่อมเจ้าธานีนิวัติ ได้ขอให้ข้าพเจ้าเขียนคำนำสำหรับหนังสือที่เธอแต่งขึ้นนี้ ข้าพเจ้ารับแต่งให้ด้วยไมตรีเป็น ๒ สถาน คือ สถานหนึ่งโดยเป็นญาติสนิทผู้หนึ่ง กับอีกสถานหนึ่งเป็นผู้พอใจศึกษาในทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี”.

       กนกวรรณ  ทองตะโก