พระประจำวัน

          ชาวพุทธส่วนใหญ่คงคุ้นเคยกับ พระประจำวัน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่นำมาบูชาตามวันในสัปดาห์ของผู้เกิดตามวันนั้น ๆ  ในหนังสือศิลปกรรมไทย: พระพุทธปฏิมา พระบรมมหาราชวัง วัด เรือนไทยภาคกลาง ฉบับราชบัณฑิตยสถาน กล่าวถึงพระพุทธรูปที่เป็นพระประจำวันซึ่งเลือกสรรแต่เฉพาะปางที่แสดงเรื่องราวและมีความหมายในทางที่เป็นมงคลแก่ชีวิตเป็นสำคัญ นิยมเรียกท่าของพระพุทธรูปที่แสดงถึงอิริยาบถต่าง ๆ ประจำวันของแต่ละวันว่า ปาง  ซึ่งปางของวันอาทิตย์ วันจันทร์ และวันอังคาร เป็นดังนี้

          ปางถวายเนตร (วันอาทิตย์) เป็นพระพุทธรูปยืนประสานพระหัตถ์ทั้งสองที่พระเพลา ดังกล่าวไว้ในพุทธประวัติว่า เมื่อได้ตรัสรู้พระโพธญาณแล้วในสัปดาห์ที่ ๒ เสด็จจากควงไม้โพธิ์ไปประทับยืน ณ ที่แห่งหนึ่ง ซึ่งต่อมาเรียกว่า อนิมิสเจดีย์ ทอดพระเนตรต้นโพธิ์ที่ได้ประทับตรัสรูนั้นโดยมิได้กะพริบพระเนตร ทรงพิจารณาธรรมตลอด ๗ วัน

          ปางห้ามสมุทร (วันจันทร์) เป็นพระพุทธรูปยืน ยกพระหัตถ์ทั้งสองขึ้นป้องเสมอพระอุระ ดังเรื่องที่ว่า เมื่อเสด็จถึงกรุงราชคฤห์ เสด็จเข้าขออาศัยในสำนักของท่านอุรุเวลกัศปะ คณาจารย์ใหญ่ของเหล่าชฎิล ในคืนหนึ่งฝนตกหนักจนน้ำท่วมบ่าพื้นที่ทั่วไป ได้ทรงแสดงปาฏิหาริย์มากอย่างเพื่อทำลายทิฐิมานะของชฎิลทั้งหลาย และห้ามน้ำที่ไหลบ่ามาจากทุกสารทิศมิให้เข้ามาในที่ประทับ แล้วเสด็จจงกรมอยู่ในที่แจ้งมีวงล้อมของน้ำเป็นกำแพงโดยไม่เปียกน้ำหรือฝนแม้แต่น้อย  ชฎิลทั้งหลายเห็นเป็นอัศจรรย์ในการที่พระพุทธองค์ทรงห้ามสมุทรได้เช่นนั้น จึงยอมรับในพุทธานุภาพ และขออุปสมบทเป็นพระภิกษุ

          ปางไสยา (วันอังคาร) เป็นพระพุทธรูปนอน พระหัตถ์ซ้ายทอดไปบนพระวรกายพระหัตถ์ขวาหนุนพระเศียร ดังปรากฏในพุทธประวัติว่า เมื่อเสด็จมาจนถึงกรุงกุสินารา ก็โปรดให้พระอานนท์จัดปูลาดพระแท่นตรงระหว่างไม้สาละคู่ หันพระเศียรไปทางทิศเหนือ ประทับสีหไสยาโดยเบื้องขวา ประทับเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อวันอังคาร ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนหก ปีมะเส็ง ก่อนพุทธศก ๑ ปี เหตุผลในปางนี้เชื่อกันว่า ประทับสีหไสยาเมื่อวันอังคาร

   พัชนะ  บุญประดิษฐ์