การสร้างพระพุทธรูปถือว่าเป็นตัวแทนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ช่างจึงสร้างให้พระพุทธรูปมีลักษณะพิเศษ ดังที่หนังสือศิลปกรรมไทย: พระพุทธปฏิมา พระบรมมหาราชวัง วัด เรือนไทยภาคกลาง ฉบับราชบัณฑิตยสถาน กล่าวถึงไว้ และนำมาเสนอไปแล้ว ๒ อย่าง คือ พระเกตุมาลา และ พระศก สิ่งต่อไปคือ พระรัศมี ซึ่งเป็นส่วนเสริมให้พุทธลักษณะของพระพุทธปฏิมากรรมมีความเด่นขึ้น เดิมพระรัศมีเป็นรูปประภามณฑล มีลักษณะกลมล้อมพระเศียร มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่กึ่งกลางระหว่างคิ้ว ภายหลังค่อย ๆ เปลี่ยนไปเป็นดวงกลมเล็กอยู่เหนือพระนลาฏ ต่อมาจึงเลื่อนขึ้นไปอยู่บนพระเกตุมาลา มีลักษณะเป็นรูปต่อมกลมหรือปลายแหลมดุจดอกมะลิตูม ซึ่งหมายถึงก้อนแก้ว คือ ดวงปัญญา นั่นเอง เมื่อมีการประดิษฐ์พระรัศมีเป็นรูปเปลวขึ้น ซึ่งเข้าใจว่าเกิดในสุวรรณภูมินี้เอง แม้จะมีบ้างในอินเดียและลังกาแต่ก็ไม่แสดงอย่างชัดเจนเหมือนดังที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้ พระรัศมีรูปเปลวมีใจกลางเป็นรูปอุณาโลม ซึ่งเป็นอักษรแทนคำว่า โอม อันเป็นคำต้นของการกล่าวมนต์คาถา หรือคำแรกที่เอ่ยขึ้นเพื่อความศักดิ์สิทธิ์ ส่วนลักษณะรูปเปลวนั้นเป็นส่วนที่ตกแต่งขึ้นตามแนวเส้นอ่อนไหวของตัวอุณาโลม จึงพบว่ารัศมีรูปเปลวนั้นมีลักษณะแตกต่างกันออกไปตามความนิยม พระพุทธลักษณะอื่น ๆ ที่พิจารณาจากพระสรีระโดยทั่วไปแล้วจะเห็นได้ว่า ศิลปินพยายามทำให้เกิดความนูน ๗ แห่ง เช่น พระอุระ พระปรัศว์ พระพาหา พระปฤษฎางค์ ทั้งนี้เพื่อให้สมบูรณ์ด้วย คุณะ คือ หลักเกณฑ์แห่งการสร้างรูปปฏิมากรรมสำหรับเคารพ และตรงกับลักษณะของมหาบุรุษ กล่าวคือพระกรมีลักษณะกลมกลึงเรียวลงมาจนถึงพระหัตถ์ซึ่งงดงามอ่อนช้อย ท่อนพระชงฆ์เรียวงาม ตั้งตรง ปราศจากส่วนคอด เช่น ส่วนที่ต่อกันระหว่างปลีน่องกับข้อพระบาทไม่เน้นให้เห็นส่วนของปลีน่อง ข้อพระบาทก็ทำสมกับสภาพ “ดังหอยสังข์ที่ตั้งขึ้น” คือ อวบอูมไม่เห็นปุ่มกระดูกหรือเส้นเอ็น มีความกลมกลึง และส้นพระบาทยาว ดังนั้นเมื่อสร้างขึ้นแล้วแม้จะดูไม่ได้สัดส่วน แต่ก็ทำให้เกิดศูนย์ถ่วงในองค์พระพุทธปฏิมาเพื่อให้สามารถยืนได้อย่างมั่นคง การห่มจีวรนั้น สมัยแรกสร้างจัดให้พระพุทธรูปครองจีวรแบบห่มดอง คือ คลุมพระวรกายทั้งหมด ต่อมาภายหลังจึงเปลี่ยนมาเป็นห่มเปลือยพระพาหาข้างหนึ่ง และมีสังฆาฏิห้อยไหล่ซ้ายเพื่อแสดงถึงการครองไตรจีวรครบตามพระวินัย พัชนะ บุญประดิษฐ์ พระรัศมี

