พาย-แจว

          ช่วงนี้ก็เข้าฤดูน้ำหลากแล้วนะคะ จะเห็นว่ามีแนวป้องกันน้ำท่วมก็เต็มสองฝั่งแม่น้ำ ในสมัยก่อนชาวบ้านที่ปลูกบ้านเรือนอาศัยอยู่ตามริมแม่น้ำ ลำคลอง ในเรือกในสวน หรือตามท้องทุ่งท้องนา ซึ่งมีทางน้ำไปถึงที่แล้ว ถ้ามีกิจธุระจะไปแห่งใด ก็มักจะอาศัยหรือโดยสารเรือในการเดินทาง ซึ่งเป็นความสะดวกสบายกว่าจะไปตามทางบกซึ่งรกเรี้ยว เดินทางลำบากกว่า  ในการใช้เรือเป็นพาหนะผู้ที่จะไปจะมาต้องออกแรงพายหรือแจว ทำให้เรือแล่นไปยังตำบล บ้าน ย่านที่จะไป ดังคำโบราณท่านกล่าวว่า “เมียพายหัว ผัวแจวท้าย” วันนี้ก็เลยเก็บความรู้ เรื่องพายจากอาจารย์จุลทัศน์  พยาฆรานนท์  ราชบัณฑิต มาฝากค่ะ

          อาจารย์อธิบายว่า พายและแจวเป็นเครื่องพุ้ยน้ำทำให้เรือเคลื่อนไปตามทางที่ต้องการจะไป พายและแจวแม้ว่าจะใช้ประโยชน์อย่างเดียวกันแต่มีรูปร่างและขนาดต่างกัน

          พาย ทำจากไม้หลายชนิดแต่ต้องเลือกเอาไม้ชนิดที่เบา มิฉะนั้นจะหนักแรงถือและพาย รูปร่างพายมี ๒ ส่วน ส่วนใบพายลักษณะยาวแบน กว้างประมาณ ๑ คืบ ปลายมน ตอนที่ต่อกับด้ามพายรวบเข้า ส่วนด้ามพายลักษณะเป็นท่อนกลม ขนาดพอกำมือรอบ ยาวประมาณ ๒ ศอกเศษ พายบางเล่มเหลาส่วนใบพายเล็กเรียว เซาะทำเป็นคิ้วยาวไปตามกลางใบพายทั้งสองด้านเรียกว่า “พายคิ้ว”  คนไทยสมัยก่อนเมื่อลูกสาวตัดจุกแล้ว จะทำ “พายคิ้ว” ไว้ให้ลูกสาวใช้เวลาพายเรือไปที่ใด ๆ เช่น ไปทำบุญที่วัด หรือไปเล่นเพลงเรือ แต่ถ้าลูกสาวแต่งงานออกเรือนแล้ว ก็จะเก็บพายคิ้วนั้น ไม่ใช้อีกเลย

          ส่วน แจว ทำด้วยไม้ ใบแจวแบนยาวเรียวขึ้นไปจนเป็นท่อนกลมยาวเป็นส่วนด้ามแจว หัวด้ามแจวเข้าไม้ขวางไว้รูปร่างคล้ายปลา เรียกว่า “หมวกแจว” สำหรับมือจับได้ถนัด ปลายใบแจวมักตัดตรง แจวนี้นั่งแจวไม่ได้ต้องยืนแจวโดยเอาด้ายดิบจับเป็นบ่วงคล้องด้ามแจวบิดเป็นวงคล้องกับ “หลักแจว” ให้ด้ามแจวค้างอยู่บนหัวหลักแจวทอดใบแจวลงข้างเรือ จึงแจวเรือให้เคลื่อนไป  

 จินดารัตน์  โพธิ์นอก