ภาษาพี่น้อง

          ทุกวันนี้ภาษาที่เราใช้สื่อสารกันไม่ได้มีเพียงแต่ภาษาไทยเท่านั้น ยังมีคำยืมจากภาษาต่าง ๆ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น และที่ขาดไม่ได้คือ ภาษาบาลีกับภาษาสันสกฤต ซึ่งเรายืมมาใช้เป็นทั้งคำทั่วไป คำราชาศัพท์ ชื่อเฉพาะทั้งของคน อาคารสถานที่ ฯลฯ ในแทบจะทุกวงการ ภาษาที่เรามักเรียกรวมกันจนติดปากว่า บาลีสันสกฤต นั้น แท้จริงแล้วเป็นคนละภาษา หนังสือ รู้ รัก ภาษาไทย เล่ม ๒ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน มีอธิบายไว้ดังนี้

          ภาษาบาลีกับภาษาสันสกฤตเป็น ๒ ภาษาพี่น้องในตระกูลเดียวกัน พัฒนามาจากภาษาแม่ คือ ภาษาพระเวท ซึ่งใช้ในบทสวดในคัมภีร์พระเวทของพวกอารยันตั้งแต่ ๑๐๐๐ ปีก่อนคริสตกาล ต่อมาภาษาพระเวทมีพัฒนาการไปตามกลุ่มชนที่ขยายถิ่นฐานไปเรื่อย ๆ สายหนึ่งเป็นภาษาที่พัฒนาในกรอบไวยากรณ์ เรียกว่า ภาษาสันสกฤต (แปลว่า ภาษาที่ตกแต่งดีแล้ว) อีกสายหนึ่งพัฒนาไปตามความนิยมของชาวบ้านชาวเมือง จึงลดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ทำให้ออกเสียงได้ง่ายและเป็นธรรมชาติมากขึ้น ภาษานี้เรียกว่า ภาษาปรากฤต (แปลว่า ภาษาธรรมชาติ)

          ภาษาปรากฤตมีหลายภาษา จึงจัดเป็นกลุ่มตามยุคสมัยและท้องถิ่นได้หลายกลุ่ม หนึ่งในนั้นคือ ภาษามคธ ซึ่งประชาชนในแคว้นมคธ มัชฌิมประเทศ นิยมใช้กันแพร่หลายจนเป็นภาษากลาง เมื่อพระพุทธเจ้าทรงเลือกภาษามคธเป็นภาษาที่ใช้บันทึกพระพุทธวัจนะ ภายหลังจึงเรียกกันว่า ภาษาบาลี

          ภาษาบาลีและสันสกฤตเป็นภาษาที่ใช้กันมานานและมีแบบแผนตายตัวจึงเรียกกันว่า ตันติภาษา หรือ ภาษาแบบแผน (classical language) พจนานุกรมศัพท์ภาษาศาสตร์ (ภาษาศาสตร์ประยุกต์) ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ยังอธิบายไว้อีกว่า ภาษาบาลีและภาษาสันสกฤตเป็น ภาษาตายแล้ว (dead language) หมายถึง ภาษาที่ไม่มีผู้พูดเป็นภาษาแม่แล้ว จะมีผู้ใช้อยู่หรือไม่ก็ได้.

อารยา ถิรมงคลจิต