มิจฉา-มิจฉาทิฐิ

          มิจฉา เป็นคำวิเศษณ์ แปลว่า ผิด ใช้ว่า มฤจฉา ก็มี นั่นคือนิยามตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ นอกจากนี้ พจนานุกรมฯ ยังเก็บคำว่า มิจฉา ในรูปคำสมาสกับคำอื่น ดังนี้

          มิจฉาอาชีวะ เป็นคำนาม หมายถึง การเลี้ยงชีพในทางผิด มิจฉาชีพ มีใช้ทั้งที่เป็นคำนามและเป็นคำวิเศษณ์  ที่ใช้เป็นคำนามหมายถึง การหาเลี้ยงชีวิตในทางผิด อาชีพที่ผิดกฎหมาย เช่น เขาประกอบมิจฉาชีพ กรณีที่ใช้เป็นคำวิเศษณ์คือ ที่หาเลี้ยงชีวิตในทางผิด ที่ประกอบอาชีพผิดกฎหมาย เช่น พวกมิจฉาชีพ มิจฉากัมมันตะ เป็นคำนาม หมายถึง “การงานอันผิด” คือ ประพฤติกายทุจริต มิจฉาจาร และ มิจฉาจริยา เป็นคำนาม หมายถึง การประพฤติผิด

          นอกจากนี้ยังมีคำนามคำอื่น ๆ อีก คือ มิจฉาบถ หมายถึง ทางดําเนินผิด มิจฉาวายามะ หมายถึง ความพยายามผิด มิจฉาสติ หมายถึง ความระลึกในทางผิด มิจฉาสมาธิ สมาธิผิด ความตั้งใจผิด มิจฉาวาจา หมายถึง “การเจรจาถ้อยคําผิด” คือ ประพฤติวจีทุจริต มิจฉาสังกัปปะ หมายถึง ความดําริในทางที่ผิด มิจฉาทิฐิ หมายถึง ความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม โดย ทิฐิ  [ทิดถิ] คือ ความเห็น; ความอวดดื้อถือดี เช่น เขามีทิฐิมาก

          คำ มิจฉาทิฐิ พจนานุกรมศัพท์ศาสนาสากล อังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เก็บในรูปคำ มิจฉาทิฏฐิ แปลว่าเป็นไปตามคติพุทธศาสนา นิยามตามรูปศัพท์ว่า เห็นผิดจากความจริง ตรงกันข้ามกับ สัมมาทิฏฐิ ซึ่งมีความหมายว่า ความเห็นถูก อันเป็นองค์ธรรม ๑ ในมรรคมีองค์ ๘

          ที่ว่าเห็นผิดจากความจริง ในพระพุทธศาสนาแบ่งออกได้เป็น เห็นผิดในระดับขัดจริยธรรม  กับ เห็นผิดในระดับขัดขวางการบรรลุธรรม ประการแรก เห็นว่า การทำความดีความชั่วไม่มีการให้ผล ส่วนประเด็นหลัง เห็นว่า  ชีวิตเป็นของเที่ยง ส่วนประกอบของชีวิตคือขันธ์ ๕ เป็นอัตตาหรืออาตมัน

          ความเห็นผิดทั้ง ๒ ประการนี้มีความเกี่ยวเนื่องกัน กล่าวคือ ความเห็นผิดระดับขัดขวางการบรรลุธรรมย่อมเป็นมูลรากแห่งความเห็นผิดระดับขัดจริยธรรม เช่น เห็นว่าทำดีทำชั่วไม่มีผลและความเห็นผิดนั้นเป็นปัจจัยให้ทำบาปต่าง ๆ นั่นเองค่ะ.

รัตติกาล  ศรีอำไพ