วัดเวฬุราชิน

          เมื่ออาทิตย์ที่แล้วผู้เขียนกับเพื่อนไปร่วมงานศพบิดาของเพื่อนสนิทอีกคนหนึ่งที่วัดเวฬุราชิน ซึ่งเป็นวัดย่านฝั่งธนบุรีบ้านเกิดของผู้เขียนเอง เมื่อเข้าไปในวัดสังเกตเห็นว่า รูปแบบของเสาพระอุโบสถเป็นเสาสี่เหลี่ยม ก่อเรียบ ไม่มีการตกแต่งหัวเสา จึงบอกเพื่อนที่ไปด้วยกันอย่างมั่นใจว่า  พระอุโบสถนี้เป็นศิลปกรรมสมัยรัชกาลที่ ๓ แต่ตอนเดินกลับ เห็นด้านหลังพระอุโบสถมีเจดีย์ทรงระฆัง ชี่งเป็นรูปแบบศิลปะสมัยอยุธยา ทำให้น่าสนใจว่า เหตุใดวัดนี้จึงมีรูปแบบศิลปะ ๒ ยุคสมัยปะปนกันอยู่

          “พจนานุกรมวิสามานยนามไทย : วัด วัง ถนน สะพาน ป้อม” โดย กนกวลี ชูชัยยะ ราชบัณฑิตยสถานจัดพิมพ์เผยแพร่ (แก้ไขเพิ่มเติม)  ระบุว่า วัดเวฬุราชินเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เจ้าพระยาพลเทพ (เอี่ยม ต้นสกุล ชูโต) สร้างวัดเวฬุราชินขึ้นจากเงินค่าภาษีไม้ไผ่สีสุก ที่ท่านเป็นเจ้าภาษี รับสัมปทานผูกขาดการเก็บภาษีไม้ไผ่สีสุกเป็นรายปี อันเป็นภาษีที่เร่งรัดเก็บได้จากภาษีติดค้างของราษฎรหลายปี เมื่อแรกสร้างเรียกกันว่า วัดใหม่ท้องคุ้ง เพราะอยู่ที่คุ้งน้ำใหญ่ในคลองบางกอกใหญ่ คาดว่าการก่อสร้างวัดคงเสร็จเรียบร้อยในต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าพระยาพลเทพจึงน้อมเกล้าฯ ถวายวัดเป็นพระอารามหลวง และได้รับพระราชทานนามว่า “วัดเวฬุราชิน” ซึ่งแปลว่า “วัดซึ่งเกิดจากหนี้ภาษีไม้ไผ่ของพระราชา” เพราะ “เวฬุ” แปลว่า ไม้ไผ่

          สันนิษฐานกันว่า วัดเวฬุราชินสร้างประมาณรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือต้นสมัยพระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

          ประวัติวัดข้างต้นทำให้ทราบว่า ช่วงเวลาในการสร้างวัดเวฬุราชินคาบเกี่ยวกัน ๒ แผ่นดิน คือ รัชกาลที่ ๓ และ รัชกาลที่ ๔ จึงสอดคล้องกับรูปแบบศิลปะที่พบในวัด กล่าวคือ พระอุโบสถเป็นศิลปกรรมสมัยรัชกาลที่ ๓  ส่วนที่พบเจดีย์ทรงระฆังซึ่งเป็นรูปแบบศิลปะอยุธยาภายในวัดนี้ ก็เพราะศิลปะอยุธยาได้ถูกฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้ง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว.

รัตติกาล  ศรีอำไพ