ว่าด้วยกฎหมาย (๑)

เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ที่ผ่านมา  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗  ซึ่งนับว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๑๙ นับตั้งแต่ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย

รัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทยมีขึ้นในสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งได้พระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามให้แก่ปวงชนชาวไทย  เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕  ซึ่งเดิมใช้คำว่า ราชอาณาจักรสยาม เพราะเดิมนามประเทศเราคือ สยาม  จนกระทั่งมีรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยนามประเทศ พุทธศักราช ๒๔๘๒ มาตรา ๓ บัญญัติว่า “นามประเทศนี้ให้เรียกว่า ประเทศไทย และบทแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นใด ซึ่งใช้คำว่า สยาม ให้ใช้คำว่า ไทย แทน”  จึงเป็นราชอาณาจักรไทยเรื่อยมาจนทุกวันนี้

รัฐธรรมนูญถือเป็นกฎหมายสูงสุด กฎหมายอื่นจะขัดหรือแย้งไม่ได้   ซึ่งกฎหมายนั้นมีทั้งที่เป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษร และกฎหมายที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร  พจนานุกรมศัพท์กฎหมายไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พิมพ์ครั้งที่ ๔ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๖ อธิบายว่า กฎหมายที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร หมายถึง กฎหมายที่มิได้บัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่เป็นหลักกฎหมายที่เกิดจากจารีตประเพณี หลักกฎหมายทั่วไป ในประเทศที่ใช้ระบบคอมมอนลอว์คำพิพากษาของศาลที่ยึดถือปฏิบัติสืบเนื่องกันมาก็อาจมีผลใช้บังคับเสมือนเป็นกฎหมายได้ด้วย  ส่วนกฎหมายลายลักษณ์อักษร  หมายถึง กฎหมายที่ได้มีการตราขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด  ซึ่งในระบบกฎหมายของไทยจะเป็นรูปแบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร

พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ กำหนดให้อ่านคำ รัฐธรรมนูญ ได้ ๒ แบบ คือ รัดถะทํามะนูน หรือ รัดทํามะนูน ก็ได้   และนิยาม รัฐธรรมนูญ (constitution)  ว่า  บทกฎหมายสูงสุดที่จัดระเบียบการปกครองประเทศ กำหนดรูปแบบและระบอบการปกครองของประเทศ สิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ของประชาชน อำนาจหน้าที่ขององค์กร และความสัมพันธ์ระหว่างองค์กร.

กนกวรรณ  ทองตะโก