ศัพท์เฉพาะศาสตร์

          หน้าที่หนึ่งของราชบัณฑิตยสถาน คือการบัญญัติศัพท์ภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ศึกษาในสาขาวิชาต่าง ๆ จะได้ใช้ศัพท์ที่มีความหมายสื่อสารได้ตรงกัน เนื่องจากการแสวงหาความรู้นั้นนอกจากจะขึ้นอยู่กับกระบวนการสร้างองค์ความรู้ (body of knowledge)  และวิธีแสวงหาความรู้ (mode of inquiry)  แล้ว ยังต้องคำนึงถึงศัพท์เฉพาะศาสตร์ (terminology) ด้วย   เพราะศัพท์คำเดียวกันอาจจะใช้ไม่เหมือนกันในต่างสาขาวิชาหรืออาจจะมีความหมายแตกต่างไปจากศัพท์ที่ใช้กันอยู่ทั่วไป  จึงต้องมีคำอธิบายของศัพท์เฉพาะศาสตร์ขึ้น

          terminology หรือ  ศัพท์เฉพาะศาสตร์ เป็นคำที่คณะกรรมการจัดทำพจนานุกรมศัพท์ศึกษาศาสตร์ ราชบัณฑิตยสถาน อธิบายว่า หมายถึง  ศัพท์ที่บัญญัติขึ้นใช้ในศาสตร์สาขาใดสาขาหนึ่งโดยเฉพาะ เพื่อสะดวกในการสื่อความหมายเฉพาะของศาสตร์สาขานั้น  การบัญญัติศัพท์ขึ้นใช้มี ๒ แบบ คือ  ๑. บัญญัติศัพท์ขึ้นใหม่โดยไม่เคยมีอยู่เดิม  ๒. บัญญัติขึ้นจากศัพท์ที่มีอยู่แล้วโดยเพิ่มความหมายใหม่ซึ่งเป็นความหมายเฉพาะของศาสตร์สาขานั้น เช่น คำ being ซึ่งใช้อยู่ในไวยากรณ์ แต่มีผู้นำมาใช้ในความหมายของศาสนาและปรัชญา ๒ ลักษณะ คือ Being และ being

          Being  ราชบัณฑิตยสถานบัญญัติศัพท์ภาษาไทยว่า สัต [สัด-ตะ] หมายถึง สิ่งที่มีอยู่จริงเป็นอยู่จริง เป็นต้นตอของสิ่งทั้งปวง มีภาวะนิรันดร เช่น พระเป็นเจ้า (God) พรหมัน (Brahman)   ส่วน being ราชบัณฑิตยสถานบัญญัติศัพท์ภาษาไทย ๒ คำ คือ สัต และภาวะ   สัต หมายถึง สิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่โดยทั่วไป ไม่จำเป็นต้องเป็นต้นตอของสิ่งทั้งปวง อาจจะมีเกิดมีดับ มิได้มีภาวะนิรันดร เช่น คนคนนี้ แก้วน้ำใบนี้  หนังสือเล่มนี้  และภาวะ หมายถึง สภาพของสิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่ของสัต ไม่ว่าจะเป็นต้นตอของสิ่งทั้งปวงหรือไม่

          ศัพท์เฉพาะศาสตร์ในกรณีแรกไม่ค่อยมีปัญหาในการใช้ แต่ในกรณีหลัง ค่อนข้างมีปัญหา เพราะศัพท์เดียวมีศาสตร์หลายศาสตร์นำไปใช้ในความหมายเฉพาะของศาสตร์นั้น ๆ การบัญญัติศัพท์ในภาษาไทยจึงจำเป็นต้องแตกต่างกันไปตามบริบทของแต่ละศาสตร์หรือแต่ละบริบทแม้ในศาสตร์เดียวกัน เช่น คำ being ดังกล่าวข้างต้น

จินดารัตน์  โพธิ์นอก