| ศัพท์เสด็จในกรมฯ (๑)
คำไทยหลายคำเป็นศัพท์ที่ใช้กันมานานและสื่อความหมายได้ตรงกัน เช่น ธนาคาร มูลนิธิ ครัวเรือน ปฏิวัติ ปฏิรูป อิทธิพล อุปสงค์ อุปทาน แต่น้อยคนที่จะทราบว่า คำเหล่านี้ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ (พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์) นายกราชบัณฑิตยสถานพระองค์แรก ทรงคิดขึ้นจากคำภาษาต่างประเทศและทรงนำใช้ ซึ่งในสมัยหนึ่งรู้จักกันดีว่า “ศัพท์พระองค์วรรณฯ” หรือ “ศัพท์เสด็จในกรมฯ” เสฐียรโกเศศ ได้เล่าถึงขั้นตอนในการทรงบัญญัติศัพท์ของเสด็จในกรมฯ ไว้ในบทความ “เรื่องบัญญัติศัพท์ (เขียนอย่างปากกาพาไป)” ขั้นตอนดังกล่าวเป็นแนวทางที่ราชบัณฑิตยสถานใช้ในการบัญญัติศัพท์ในปัจจุบัน เสด็จในกรมฯ เมื่อจะทรงบัญญัติศัพท์คำต่างประเทศใดเป็นคำไทย พระองค์จะต้องทรงทราบเสียก่อนว่า คำนั้นความหมายเดิมเป็นมาอย่างไร และต่อมาคลี่คลายขยายตัวในความหมายจนถึงปัจจุบันเป็นอย่างไร แล้วก็ทรงคิดหาคำไทยที่จะบัญญัติขึ้นเป็น ๓ ขั้น ขั้นที่หนึ่ง ทรงคิดหาคำไทย ๆ เสียก่อน ถ้าหายังไม่ได้เหมาะ หรือหาได้แต่เป็นคำสามัญที่ใช้กันอยู่ทั่วไป ถ้านำเอามาใช้เป็นศัพท์บัญญัติอาจทำให้เข้าใจผิดไขว้เขวในความหมายอันเป็นเฉพาะได้ง่าย หรือไม่อีกอย่างหนึ่ง คำที่บัญญัตินั้นไม่กะทัดรัด ด้วยมีรูปเป็นประโยคหรือวลี มีเสียงยาวไป ยังไม่เหมาะเพราะเยิ่นเย้อก็ต้องพึ่งหลักบัญญัติศัพท์ ขั้นที่สอง ทรงคิดหาคำจากภาษาสันสกฤตและภาษาบาลี ซึ่งเป็นภาษาคลาสสิกของไทย และคำที่คิดได้นั้นจะต้องเป็นคำมาจากที่มีใช้อยู่ก่อนแล้วในภาษาไทย และออกเสียงได้ง่าย ถ้าได้คำมีเสียงสละสลวยด้วยก็ยิ่งดี ถ้ายังหาไม่ได้เหมาะ ก็ต้องใช้หลักทับศัพท์ ขั้นที่สามคือใช้คำของเดิมเป็นทับศัพท์ไปก่อน จนกว่าจะหาคำอื่นได้เหมาะ แม้กระนั้น คำที่ทับศัพท์แล้ว จะต้องได้เสียงเป็นไปตามระบบเสียงของภาษาไทยซึ่งไม่จำเป็นจะต้องพ้องกับของภาษาอื่นเสมอไป เปรียบเหมือนคนอื่นผิวขาวและผมเหลือง แต่ไทยผิวเหลืองและผมดำไม่จำเป็นที่เราจะต้องไปพอกแป้งให้เห็นเป็นสีขาวอย่างละคร และย้อมผมดำให้เป็นเหลือง ให้เป็นสิ่งเท็จเทียม เหตุนี้โบราณจึงออกเสียง pipe ว่า แป๊บ ไสนยะ เป็น แสนยะ ไวทย์ เป็น แพทย์ เป็นต้น ให้เข้าระบบเสียงภาษาไทย แสงจันทร์ แสนสุภา |

