สัญชาติ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้นิยามคำ สัญชาติ [–ชาด] ว่าเป็นคำนาม หมายถึง ความเกิด การเป็นขึ้น ความอยู่ในบังคับ คืออยู่ในความปกครองของประเทศชาติเดียวกัน เช่น ฝรั่งถือสัญชาติไทย โดยปริยายหมายความว่า สันดาน เช่น สัญชาติพาล สัญชาติคางคก ยางหัวไม่ตกก็ไม่รู้สึก ภาษาบาลีว่า สญฺชาติ แปลว่า ความเกิด การเป็นขึ้น ส่วนในทางกฎหมาย คือ สถานะตามกฎหมายของบุคคลที่แสดงว่าเป็นพลเมืองหรือคนในบังคับของประเทศใดประเทศหนึ่ง ตรงกับภาษาอังกฤษคำว่า nationality สารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม ๒๗ ระบุว่า “สัญชาติ” ไม่ปรากฏคำนิยามในบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ แต่เมื่อพิจารณาแนวความเห็นตามที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้กล่าวไว้ในคดีหนึ่งว่า “สัญชาติ ได้แก่ สิ่งที่ผูกพันทางกฎหมายโดยมีพื้นฐานมาจากความผูกพันทางสังคม อันเกี่ยวข้องกับในด้านที่อยู่แท้จริง ผลประโยชน์และจิตใจของผู้ได้รับสัญชาติ ตลอดรวมทั้งสิทธิและหน้าที่ที่บุคคลและรัฐผู้ให้สัญชาติมีต่อกัน และเอกชนผู้รับสัญชาติมีการติดต่อกับบุคคลอื่นซึ่งได้รับสัญชาติจากรัฐ” จึงมีนักกฎหมายได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า “สัญชาติ หมายความถึง สิ่งที่ผูกพันทางการเมืองและจิตใจที่ผูกมัดบุคคลไว้กับรัฐใดรัฐหนึ่ง” องค์ประกอบของสัญชาติ สามารถแยกได้ ๓ ส่วน คือ ๑. รัฐผู้ให้สัญชาติ ๒. บุคคลผู้รับสัญชาติ ๓. ความผูกพันระหว่างบุคคลกับรัฐ จากความผูกพันทางกฎหมายเป็นผลพวงให้เกิดความผูกพันทางจิตใจด้วย ความสำคัญของการกำหนดสัญชาติ นอกจากสัญชาติเป็นสิ่งผูกพันระหว่างบุคคลกับรัฐ ซึ่งบุคคลนั้นสังกัดอยู่แล้ว สัญชาติยังเป็นที่มาของการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อการกำหนดสิทธิและหน้าที่ระหว่างบุคคลกับรัฐซึ่งอยู่ในสังกัด ตามที่กฎหมายแห่งรัฐนั้นได้กำหนดไว้เช่นเดียวกัน. รัตติกาล ศรีอำไพ |

