สำนวนในสมัยรัชกาลที่ ๕

วิวัฒนาการทางภาษาในปัจจุบันทำให้เกิดถ้อยคำสำนวนมากมายให้เราใช้สื่อสารกัน  บางสำนวนมีใช้เฉพาะกลุ่ม แต่บางสำนวนมีใช้กันจนติดปากและเป็นที่เข้าใจในวงกว้าง  หากตรวจสอบความหมายจากพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ แล้วจะพบว่า คำ สำนวน มีหลายความหมาย ทั้งที่หมายถึง ถ้อยคำที่เรียบเรียง, โวหาร  หมายถึง คดี  หมายถึง ลักษณนามที่ใช้เรียกข้อความหรือบทประพันธ์รายหนึ่ง ๆ  และที่หมายถึง ถ้อยคำที่แสดงออกมาเป็นข้อความพิเศษ เฉพาะภาษาหนึ่ง ๆ, ชั้นเชิงหรือท่วงทำนองในการแต่งหนังสือหรือพูด, ถ้อยคำหรือข้อความที่กล่าวสืบต่อกันมาช้านานแล้ว มีความหมายไม่ตรงตามตัวหรือมีความหมายอื่นแฝงอยู่  ซึ่ง สำนวน ในความหมายสุดท้ายนี้สอดคล้องกับตัวอย่างสำนวนที่รวมความจากหนังสือ รู้ รัก ภาษาไทย เล่ม ๑ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน มานำเสนอในวันนี้ ดังนี้

สำนวนแรกคือ โคมลอย ซึ่งมีความหมายตามรูปศัพท์ว่า ชื่อเครื่องตามไฟชนิดหนึ่งที่จุดไฟแล้วปล่อยให้ลอยไปในอากาศ แต่ปัจจุบันนำมาใช้เป็นสำนวนหมายถึง ข่าวลือที่เหลวไหล ไม่มีมูล หรือไม่มีหลักฐานยืนยันได้ว่าเป็นความจริง เช่น ใครนะลือกันว่าเขาถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ ๑ ที่แท้เป็นข่าวโคมลอย  สำนวน โคมลอย เป็นสำนวนที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีที่มาจากหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษฉบับหนึ่งในสมัยนั้น ชื่อ พันช์ (Punch) ที่หน้าแรกของหนังสือมีรูปโคมซึ่งลอยอยู่ในหนังสือนั้นมักมีเรื่องตลกแบบฝรั่ง แต่คนไทยเห็นว่าไม่เข้ากับเรื่อง ก็มักเรียกว่า โคมลอย หรือ โคม

อีกสำนวนหนึ่งคือ สำนวน ปอด  สำนวนนี้ กาญจนาคพันธุ์ อธิบายว่า เกิดขึ้นตอนปลายสมัยรัชกาลที่ ๕ เนื่องจากมีโรคไข้หวัดใหญ่ระบาดและทำให้คนเจ็บที่รักษาไม่ถูกวิธีต้องตาย  หมอฝรั่งอธิบายว่าเป็นเพราะปอดบวม คนเป็นหวัดจึงกลัวการเป็นปอดบวม  คำว่า ปอด ซึ่งตัดมาจาก ปอดบวม นี้จึงมีความหมายว่า กลัว เช่น นายนี่ขี้กลัวจัง ได้ยินเสียงหมาหอนก็ปอดแล้ว  นอกจากนี้ยังมีสำนวนที่เนื่องกับคำว่า ปอด อีก คือ ขี้ปอด ปอดลอย ปอดสั่น ปอดกระเส่า ปอดแหก ซึ่งล้วนแต่มีความหมายว่า กลัว ทั้งสิ้น.

                                                                                                            อารยา  ถิรมงคลจิต