ส่วย

          ใครจะทราบว่า “ส่วย” คำที่เราคุ้นเคยกันดีนั้น แท้จริงแล้วมีมากกว่า ๑ ความหมาย  ความหมายแรก “ส่วย”  ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง ของที่เรียกเก็บจากพื้นเมืองส่งเป็นภาคหลวงตามวิธีเรียกเก็บภาษีอากรในสมัยโบราณ และหมายถึง เงินช่วยราชการตามที่กำหนดเรียกเก็บจากราษฎรชายที่ไม่ได้รับราชการทหารเป็นรายบุคคล หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า รัชชูปการ  ส่วนความหมายที่ ๒ ที่ยังไม่ทราบกันแพร่หลาย คือ  “ส่วย” ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง ชนชาติพูดภาษาตระกูลมอญ-เขมร พวกหนึ่งที่อยู่ทางภาคอีสาน 

          ความหมายตามสารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม ๒๗ ได้ให้คำอธิบายของ “ส่วย” พอสรุปได้ว่า “ส่วย” เป็นชนชาติในตระกูลมอญ-เขมร คำว่า “ส่วย” เป็นชื่อที่คนไทยเรียก แต่พวกส่วยเรียกตัวเองว่า “กวย” หรือ “กูย” ซึ่งแปลว่า คน  ถิ่นเดิมของพวกส่วยอยู่ทางตอนใต้ของประเทศลาว หลักฐานการรับรู้ของคนไทยต่อชาวส่วยปรากฏในสมัยอยุธยาในพระไอยการอาญาหลวง โดยเรียกชนชาตินี้ว่า “กวย” และในสมัยนั้นถือเป็นชาวต่างชาติที่ห้ามให้คนไทยยกลูกสาวหลานสาวให้แต่งงานด้วย   ในตอนปลายสมัยอยุธยาจนสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นได้มีชาวส่วยถูกกวาดต้อนจากลาวเพื่อเพิ่มจำนวนประชากร  การเรียกว่า “ชาวส่วย” น่าจะเริ่มจากในรัชสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อมีการสักเลก (หรือเลข) และเรียกเก็บส่วย คือสิ่งของหรือเงินแทนการเกณฑ์แรงงานซึ่งอาจเป็นสัตว์ ผลผลิตจากป่า เงิน ซึ่งได้จากชาวส่วย  พวกส่วยมีชีวิตผูกพันกับป่ามีความสามารถสูงในการล่าสัตว์ หาของป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งความชำนาญในการจับช้าง ในปัจจุบันชาวส่วยมักประกอบอาชีพเพาะปลูก ยกเว้นชาวส่วยในจังหวัดสุรินทร์ที่ยังคงยึดอาชีพจับช้าง ฝึกช้าง ควบคู่กับการเพาะปลูก  ความเชื่อและวิถีชีวิตของชาวส่วยในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปตามความเจริญของบ้านเมือง แต่ชาวส่วยก็ยังคงนิยมสร้างบ้านเรือนอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม  ยึดอาชีพตามบรรพบุรุษ แต่บางส่วนออกหากินต่างถิ่นโดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ทำให้มีความเชื่อและวิถีชีวิตเหมือนกับคนไทยทั่วไป

         อิสริยา  เลาหตีรานนท์