หลั่งน้ำ-สรงน้ำ

“น้ำ” นอกจากจะมีความสำคัญต่อการอุปโภคบริโภคของคนเราแล้ว  ในสังคมไทยยังใช้น้ำเป็นเครื่องหมายในการประกอบพิธีกรรมที่เกี่ยวกับชีวิตมากมาย หนังสือ รู้ รัก ภาษาไทย เล่ม ๕ มีอธิบายคำเกี่ยวกับ “น้ำ” ที่ปรากฏในพิธีกรรมต่าง ๆ ไว้หลายคำ วันนี้ขอยกมาเป็นตัวอย่าง ๒ คำ คือ คำว่า หลั่งน้ำ และ สรงน้ำ

หลั่งน้ำ หมายถึง การเทน้ำหรือประพรมน้ำ ซึ่งเป็นน้ำมนต์หรือน้ำหอมพร้อมกับคำให้พร เป็นคำแสดงความปรารถนาดีที่ให้แก่ผู้รับ  พระภิกษุหรือผู้ใหญ่ที่เคารพจะประพรมน้ำมนต์ให้ โดยรดลงบนศีรษะของผู้ที่ต้องการรับ จะเรียกว่า หลั่งน้ำพระพุทธมนต์  หลั่งน้ำสังข์  หรือ หลั่งน้ำ ก็ได้  การหลั่งน้ำพระพุทธมนต์ที่กระทำแก่คู่บ่าวสาวในพิธีแต่งงานอาจเรียกเป็นคำทั่วไปว่า รดน้ำสังข์ หรือ รดน้ำ  ในการรดน้ำแก่คู่บ่าวสาว ผู้ที่รดต้องมีอายุมากกว่า มีศักดิ์สูงกว่า หรือเป็นผู้ใหญ่กว่าคู่บ่าวสาว  และจะรดน้ำที่ศีรษะหรือที่มือพร้อมกับให้พรให้คู่บ่าวสาวมีชีวิตสมรสที่ราบรื่น เป็นสุข เจริญมั่งคั่ง  นอกจากการรดน้ำแก่คู่บ่าวสาวแล้ว ยังมีการรดน้ำแก่ผู้ที่มีอายุครบ ๖๐ ปีขึ้นไป (ผู้ที่มีอายุไม่ถึง ๖๐ ปี ไม่นิยมให้ผู้อื่นมารดน้ำ)  ผู้ที่มีอายุน้อยกว่าจะรดน้ำที่มือพร้อมกับกล่าวคำแสดงความปรารถนาดี หรือขออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาให้พรแก่ท่านผู้นั้นแทนตน  ส่วนผู้ที่มีอายุมากกว่าอาจรดน้ำให้ที่มือพร้อมกล่าวคำอวยพรได้

คำเกี่ยวกับ “น้ำ” อีกคำหนึ่งคือ สรงน้ำ  คำว่า สรง ในคำ สรงน้ำ นี้เป็นคำจากภาษาเขมรว่า สฺรง่ [ซร็อง] แปลว่า สงขึ้นจากน้ำ หรือช่วยให้พ้นทุกข์  เมื่อเป็นราชาศัพท์ใช้ว่า สฺรง่สุคนฺธวารี [ซร็อง-โสะ-ก็วน-เทอะ-เวีย-รี]  สมณศัพท์ใช้ว่า สฺรง่ทึก [ซร็อง-ตึ๊ก] แปลว่า อาบน้ำ  เมื่อใช้เป็นคำราชาศัพท์และสมณศัพท์ในภาษาไทย คำว่า สรง แปลว่า อาบ หรือชำระล้าง เช่น สรงพระพักตร์ แปลว่า ล้างหน้า  นอกจากนี้ คำว่า สรงน้ำ ยังมีความหมายว่า อาบน้ำให้ หรือรดน้ำให้ ด้วย เช่น นอกจากสรงน้ำพระพุทธรูปแล้ว เราสรงน้ำพระภิกษุที่เคารพนับถือด้วย.

                                                                                                            อารยา  ถิรมงคลจิต