อุทลุม

          นักฎหมายทุกคนคงจะเคยได้ยินคำว่า คดีอุทลุม กันมาบ้างแล้ว ซึ่งถ้าถามก็คงจะได้คำตอบว่า เป็นคดีที่บุคคลฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญา ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ระบุว่า ผู้ใดจะฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญามิได้  แต่คนที่ไม่ใช่นักกฎหมายก็อาจจะหาความหมายในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒  ได้เช่นกัน ซึ่งในหนังสือดังกล่าวได้อธิบายถึงคำว่า อุทลุม ไว้ว่าหมายถึง  ผิดประเพณี ผิดธรรมะ นอกแบบ นอกทาง เช่น คดีอุทลุม คือคดีที่ลูกหลานฟ้องบุพการีของตนต่อศาล เรียกลูกหลานที่ฟ้องบุพการีของตนต่อศาลว่า คนอุทลุม เช่น ผู้ใดเปนคนอุทลุมหมีได้รู้คุณบิดามานดาปู่หญ้าตายาย แลมันมาฟ้องร้องให้เรียกบิดามานดาปู่ญ่าตายายมัน ท่านให้มีโทษทวนมันด้วยลวดหนังโดยฉกัน. (สามดวง).

          จากการอ้างถึง สามดวง หรือ กฎหมายตราสามดวง ก็คงพอจะบอกที่มาได้ว่าอย่างน้อยการใช้คำ อุทลุม นี้มีมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ ๑) แต่ถ้าใครได้ลองอ่านกฎหมายตราสามดวงซึ่งมีทั้งหมด ๒๗ พระไอยการ  ก็จะพบว่าในพระไอยการลักษณรับฟ้อง ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้มีความสามารถและมีอำนาจฟ้องคดี  มีการกำหนดลักษณะต้องห้ามซึ่งเป็นเหตุตัดฟ้อง ๒๐ ประการ ถ้าคู่ความยกเหตุตัดฟ้องประการใดประการหนึ่งขึ้นต่อสู้ตุลาการต้องยกฟ้องทันที หนึ่งในนั้นก็คือ ตัดฟ้องว่าเป็นคดีอุทลุม  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคำ อุทลุม จะมีความหมายเหมือนในปัจจุบันมีเพียงนัยเดียว  เพราะในกฎหมายตราสามดวงจะมีปรากฏทั้งคำว่า คนอุทลุม ซึ่งเป็นความหมายเดียวกันกับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และคำว่า คดีอุทลุม ซึ่งหมายถึง คดีร้ายแรงที่พระมหากษัตริย์จะทรงมีพระราชวินิจฉัยด้วยพระองค์เอง เช่น  คดีปล้นพระราชวังหรือวัด

          แต่อย่างไรก็ตาม ที่มาของคำว่าอุทลุม ก็ยังคงเป็นปริศนาให้นักวิชาการต้องศึกษาค้นคว้ากันต่อไป ถ้าผู้อ่านเดลินิวส์มีเบาะแส ก็โปรดแจ้งมายังราชบัณฑิตยสถานเพื่อจะได้ช่วยกันอนุรักษ์ภาษาไทยให้คงอยู่สืบไป.

จินดารัตน์  โพธิ์นอก