อุโบสถ

          ชาวพุทธทุกคนคงรู้จักโบสถ์หรืออุโบสถ โบสถ์เป็นอาคารสำคัญของวัดทางพระพุทธศาสนา ใช้เป็นที่ประชุมพระสงฆ์เพื่อทำสังฆกรรม ในสมัยโบราณใช้สีมาหรือสระน้ำเป็นเครื่องกำหนดขอบเขต

          การสร้างโบสถ์ต้องขอพระราชทานวิสุงคามสีมาคือเขตที่พระมหากษัตริย์พระราชทานเป็นสิทธิ์ขาดเพื่อให้ใช้เป็นที่สร้างโบสถ์ได้  บริเวณภายนอกโบสถ์จะฝังลูกนิมิตโดยรอบเป็นเครื่องกำหนดเขตที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ตามปรกติมีลูกนิมิต ๘ ลูกใน ๘ ทิศ ด้านบนเหนือลูกนิมิตมักมีใบสีมาประดิษฐานอยู่ และอาจสร้างซุ้มครอบใบสีมา เรียกว่า ซุ้มพัทธสีมา หรือ ซุ้มสีมา  รูปแบบผังพื้นโดยทั่วไปเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มักมีระเบียง มุข หรือเฉลียง ประกอบ

          โบสถ์พบหลักฐานว่าเริ่มมีในสมัยสุโขทัย แต่มีเพียงซากไม่มากนัก  ต่อมาในสมัยอยุธยาตอนต้น โบสถ์มีความสำคัญขึ้นกว่าเดิมแต่ยังน้อยกว่าวิหาร จึงยังมีขนาดเล็กและนิยมสร้างไว้ทางทิศตะวันตกซึ่งเป็นด้านหลังของวัด  ในสมัยอยุธยาตอนกลางและตอนปลาย โบสถ์มีความสำคัญมากขึ้น จึงทำให้ขนาดและรูปแบบเปลี่ยนแปลงไป เช่น โบสถ์สมัยอยุธยาตอนกลางมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม เจาะช่องหน้าต่าง และมีลักษณะเด่นคือทำตรงส่วนฐานเป็นเส้นอ่อนโค้งอย่างที่เรียกว่า ตกท้องสำเภา หรือ ตกท้องช้าง ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่งของวัดมาจนถึงปัจจุบัน

          ในสมัยรัตนโกสินทร์มักสร้างโบสถ์ขนาดใหญ่ มีรูปแบบแตกต่างกันออกไปตามขนบนิยมและแบบอย่าง  วัดบางวัดได้รับอิทธิพลจากต่างประเทศมาผสมผสานอย่างเห็นได้ชัดเจน เช่น พระอุโบสถวัดราชโอรสารามหรือวัดราชาธิวาส  นอกจากนี้ โบสถ์ในท้องถิ่นก็มีรูปแบบและลักษณะเฉพาะทางศิลปะที่แตกต่างกันไป

          ปัจจุบันเรียกโบสถ์ตามฐานะของวัดคือ พระอารามหลวงเรียกว่า พระอุโบสถ วัดราษฎร์เรียกว่า อุโบสถ หรือ โบสถ์  ทั้งนี้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียกโบสถ์ว่า สิม

   พัชนะ  บุญประดิษฐ์