| เกียรติมุข
เกียรติมุขคือรูปหน้าของอสุรกายที่มีลักษณะดุร้ายตนหนึ่งในลัทธิฮินดู ซึ่งปรากฏแต่เพียงส่วนศีรษะและริมฝีปากส่วนบนเท่านั้น มักพบประดับอยู่บนยอดของซุ้มหน้าต่างหรือประตู หรือทำเป็นรูปประดับหัวเสาตามเทวสถานต่าง ๆ โดยเฉพาะเทวสถานพระศิวะ ต่อมาภายหลังนิยมใช้ประดับตกแต่งสถานศักดิ์สิทธิ์ทั่วไปทั้งที่เป็นของศาสนสถานฮินดู หรือศาสนสถานในศาสนาพุทธ และยังใช้ตกแต่งพระราชวังในลักษณะที่เป็นเครื่องหมายของผู้พิทักษ์สถานที่ หรือเป็นเครื่องรางมงคลคุ้มครองสถานที่นั้นให้พ้นจากความชั่วร้ายต่าง ๆ รูปเกียรติมุขในสมัยแรก ๆ กล่าวกันว่ามีลักษณะคล้ายหน้าคน แต่จากพัฒนาการทางศิลปะในสมัยต่อมา รูปหน้าเกียรติมุขมีลักษณะเปลี่ยนไปคล้ายหน้าสิงโตมากขึ้น และในที่สุดเปลี่ยนไปเป็นหน้าคล้ายอสุรกายในภายหลัง ทางอินเดียตะวันตก ในลัทธิฮินดูมีนิยายปรัมปราเล่าสืบกันมาว่า มีอสูรตนหนึ่งชื่อชลันธรผู้เป็นใหญ่แห่งเมืองมาร ได้ทราบว่าพระศิวะจะเข้าพิธีอภิเษกสยุมพรกับนางภารวดีผู้งามเลิศในจักรวาล อสูรจึงส่งราหูเป็นทูตไปแจ้งให้พระศิวะยินยอมส่งนางภารวดีให้แก่ตน เพราะสำคัญตนว่าเป็นผู้สมควรจะได้นางภารวดียิ่งกว่าผู้ใด ทำให้พระศิวะทรงโกรธแค้นจนถึงกับบันดาลให้เกิดอสุรกายที่ดุร้าย มีหน้าคล้ายสิงห์ มีลิ้นยาว ตัวผอมเกร็ง และมีความหิวกระหายเป็นนิจ ผุดขึ้นระหว่างคิ้วของพระองค์ และพระองค์สั่งให้อสุรกายนั้นจับราหูกินเสีย ราหูมีความกลัวเกรงต่ออสุรกายจึงร้องขอให้พระศิวะไว้ชีวิตตน ซึ่งพระศิวะก็ทรงยอม เมื่ออสุรกายจับราหูกินไม่ได้ก็ทูลขอสิ่งอื่นที่ตนจะกินแทนราหูเพื่อดับความหิว พระศิวะจึงสั่งให้อสุรกายกลืนกินร่างของตนเอง ซึ่งอสุรกายก็ทำตาม โดยกลืนกินร่างกายและแขนขาจนสิ้น เหลือแต่ส่วนศีรษะและริมฝีปากบน พระศิวะเห็นดังนั้นก็มีความสงสารเห็นในความภักดีเชื่อฟัง จึงประทานพรให้อสุรกายนั้นมีชื่อว่า เกียรติมุข และให้มีที่อยู่เหนือซุ้มประตูทางเข้าเทวสถานพระศิวะ เกียรติมุขนี้บางทีเรียกว่า หน้ากาล ซึ่งหมายถึงผู้กลืนกินเวลาทุกขณะในโลกที่ไม่อาจเรียกกลับคืนมาได้ พัชนะ บุญประดิษฐ์ |

