เกี้ยว เกี้ยว ตามพจนานุกรมศัพท์ศิลปกรรม อักษร ก-ช ฉบับราชบัณฑิตยสถาน มี ๓ ความหมาย คือ ๑. การวงรอบหรือรัดพันให้แน่น เช่น ประทีปที่นำมาเรียงวนโดยรอบเรียกว่า เกี้ยวประทีป การนำผ้ามาพันรอบเอวแล้วเกี่ยวให้ติดกับตัว เรียกว่า เกี้ยวผ้า ซึ่งตามแบบแผนโบราณมีอยู่ ๔ แบบ คือ เกี้ยวผ้ายัญพัด เกี้ยวผ้ากระหวัดจำ เกี้ยวผ้าพันทนำ เกี้ยวผ้าเกไล ๒. ทรงหลังคาอาคารประเภทเครื่องก่อแบบหนึ่ง ทำลักษณะเป็นจอมสูงขึ้นคล้ายหลังคากระโจมผ้า นัยว่าเลียนแบบมาจากกระโจมผ้าของจีน หลังคาทรงเกี้ยว นิยมทำกันในสมัยรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะในรัชกาลที่ ๒ และรัชกาลที่ ๓ มีตัวอย่าง เช่น หลังคาซุ้มสีมา หลังคาซุ้มประตูตามวัดต่าง ๆ ซึ่งสร้างขึ้นในรัชกาลดังกล่าว ๓. เครื่องประดับผมแบบรัดเกล้า สำหรับสวมจุก ราชาศัพท์เรียกว่า “พระเกี้ยว” หรือ “จุลมงกุฎ” เกี้ยวรัดผมมวยหรือผมจุกนี้ทำด้วยทอง หรือขี้รักปิดทอง มีกระจังและดอกไม้ไหวรูปดอกมะเขือปักเรียงโดยรอบ เรียกว่า เกี้ยวดอกไม้ไหว ส่วนเกี้ยวซึ่งประกอบด้วยดอกไม้ไหวขนาดเล็กที่เรียกว่าดอกมะเขือปักแซม ๆ กันขึ้นไป และไม่ไหวมากเรียกว่า เกี้ยวแซม ส่วน เกี้ยวรักร้อย หมายถึง เกี้ยวที่มีลายรักร้อยประดับ ตรงกลางเป็นลายประจำยาม มีตาอ้อยผูกเป็นลายรักร้อยออกทั้ง ๒ ข้าง เช่นขอบของมงกุฎ และนอกจากนี้ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้เก็บคำว่า เกี้ยว ไว้เช่นกัน และมีความหมายเพิ่มเติมนอกเหนือจากทางศิลปกรรม คือ เกี้ยว หมายถึง พูดแทะโลม พูดเลียบเคียงเพื่อให้สมปรารถนา หรืออีกความหมายหนึ่งหมายถึง คานหามของจีนชนิดหนึ่ง เกี้ยวพาน หรือ เกี้ยวพาราสี หมายถึง พูดให้รักในเชิงชู้สาว เกี้ยวเกไล หมายถึง วิธีนุ่งผ้าชนิดหนึ่งสําหรับขี่ช้าง เกี้ยวคอไก่ หมายถึง วิธีนุ่งผ้าเอาชายพกรัดอีกชายหนึ่งไว้แล้วเหน็บให้แน่น เกี้ยวนวม หมายถึง เกี้ยวที่ใส่หัวและนวมที่สวมคอ เกี้ยวประทีป หมายถึง ซุ้มไฟทําเป็นรูปอย่างเกี้ยว. จินดารัตน์ โพธิ์นอก |

