เงินตรา “เงินตรา” นับเป็นสิ่งสำคัญที่คนทั่วไปใช้เป็นสื่อกลางในการติดต่อซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน ที่มาของเงินตราในประเทศไทยมีประวัติมายาวนาน พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้คำนิยามของ เงินตรา ว่า เป็นคำที่ใช้ในกฎหมาย หมายถึง เงินที่รัฐกําหนดขึ้นไว้เพื่อใช้ชําระหนี้ได้ตามกฎหมาย ได้แก่ เหรียญกระษาปณ์และธนบัตร สารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่มที่ ๓ อธิบายถึงเงินตราว่า ที่มาของเงินตรานั้น สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงอธิบายไว้ในพระนิพนธ์เรื่องตำนานเงินตรา ว่า วิธีซื้อขายกันแต่โบราณ ราษฎรใช้ประเพณีแลกเปลี่ยนสินค้ากันเป็นพื้น การซื้อขายด้วยใช้เงินเห็นจะเป็นแต่ในหมู่ผู้มีทรัพย์สินเช่นพ่อค้า เงินที่ใช้กันแต่เดิมใช้เงินไม่มีตรา คือเอาแต่เนื้อเงินเป็นสำคัญ เมื่อได้มีการตกลงซื้อขายสิ่งของเป็นราคาเนื้อเงินน้ำหนักเท่าใด คนซื้อก็ให้เงินเท่าน้ำหนักนั้น ต่อมาการซื้อขายมีความยุ่งยากขึ้น จึงมีพ่อค้าหลอมไล่ธาตุอื่นให้เนื้อเงินบริสุทธิ์และตีตราเครื่องหมายแท่งเงินของตนไว้และมีการซื้อขายแท่งเงินนั้น จนมีพ่อค้าคนอื่น ๆ เอาตามอย่าง คำว่า “เงินตรา” ปรากฏเป็นทางการในพระราชบัญญัติกรมกระษาปณ์สิทธิการ รัตนโกสินทรศก ๑๑๒ ต่อมาเมื่อมีการออกพระราชบัญญัติธนบัตร รัตนโกสินทรศก ๑๒๑ ออกใช้ธนบัตร แต่ธนบัตรก็ยังไม่ใช่เงินตรา และได้มีการออกพระราชบัญญัติเกี่ยวกับเงินตราเรื่อยมา จนมีบทบัญญัติกำหนดว่า เงินตราไทยมี ๒ ชนิดคือ เหรียญกระษาปณ์และธนบัตร ใน พ.ศ. ๒๔๘๕ ได้มีการออกใช้พระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พุทธศักราช ๒๔๘๕ ซึ่งวิเคราะห์ศัพท์คำว่า “เงินตรา” เป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายในประเทศไทย และในปีเดียวกัน ได้ออกพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช ๒๔๘๕ จัดตั้ง “ธนาคารแห่งประเทศไทย” เพื่อรับมอบการออกธนบัตรจากกระทรวงการคลัง จนกระทั่งมีพระราชบัญญัติเงินตรา พุทธศักราช ๒๕๐๑ ออกใช้ และเมื่อรวมกับพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พุทธศักราช ๒๔๘๕ พระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช ๒๔๘๕ เข้าด้วยกันแล้ว พอจะสรุปความหมายของ “เงินตรา” ได้ตรงกับความหมายว่า currency ในภาษาอังกฤษและตรงกับความหมายของพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานที่ได้กล่าวมาแล้ว. อิสริยา เลาหตีรานนท์ |

