|
เชื่อดีหรือไม่ (๑)
อย่าปลงใจเชื่อ เพียงเพราะได้ฟังตาม ๆ กันมา อย่าปลงใจเชื่อ เพียงเพราะเห็นว่ามีรูปลักษณะที่น่าจะเป็นไปได้ คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้ง ๒ ประการนี้ เป็นตัวอย่างของหลักความเชื่อ ๑๐ ประการในพระพุทธศาสนา ซึ่งมีกล่าวไว้ในพจนานุกรมศัพท์ศาสนาสากล ฉบับราชบัณฑิตยสถาน อย่าปลงใจเชื่อเพียงเพราะได้ฟังตาม ๆ กันมา น่าจะเทียบได้กับสำนวนไทยว่า ฟังหูไว้หู ความหมายของสำนวนนี้มีอธิบายไว้ในหนังสือสำนวนไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ว่า ฟังหูไว้หู แปลความตรง ๆ ว่า ฟังหูหนึ่งเก็บไว้หูหนึ่ง หมายความว่า เมื่อฟังข้อความหรือเรื่องราวใด ๆ อย่าเพิ่งเชื่อหรือเห็นคล้อยตามไปหมด ให้ฟังแล้วนำมาพิจารณาว่า สิ่งที่ฟังมานั้นถูกต้องหรือไม่ มีเหตุผลสมควรเชื่อหรือไม่ ข้อความนั้นเป็นความจริง เป็นสิ่งที่เป็นไปได้หรือไม่ มีหลักฐาน มีเหตุผลสมควรหรือไม่ และที่สำคัญ ข้อความหรือเรื่องที่ได้ฟังมานั้นเป็นไปเพื่อความดีความเจริญ เพื่อสร้างสรรค์หรือไม่ เช่น ถ้ามีคนมาบอกว่าเพื่อนสนิทเอาเราไปนินทาก็ให้ฟังหูไว้หู สำนวน ฟังหูไว้หู เป็นสำนวนที่สอนให้พิจารณาเรื่องที่ได้ยินได้ฟังด้วยเหตุผลที่เป็นธรรม มีสามัญสำนึก ปราศจากอคติของความโลภ ความโกรธ ความหลง จะทำให้เราไม่ถูกหลอกถูกลวงให้เชื่อสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ทำให้มีสติ สามารถดำเนินการต่าง ๆได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
นอกจากจะสอนว่าให้ฟังหูไว้หูแล้ว คำสอน อย่าปลงใจเชื่อเพียงเพราะได้ฟังตาม ๆ กันมา ยังมีความหมายโดยนัยสอนให้อย่าหูเบา คืออย่าเชื่อโดยไม่ไตร่ตรอง ควรหูหนักไว้ กล่าวคือ ไม่เชื่อคำป้อยอหรือยุแหย่เป็นต้นของใครง่าย ๆ และสุดท้าย ควรจะต้องหูตาสว่าง คือ รู้เหตุการณ์ดีขึ้น รู้ความจริงมากขึ้น อย่าหลับหูหลับตาเชื่อเพียงเพราะได้ฟังตาม ๆ กันมา
ในส่วนหลักความเชื่อที่ว่า อย่าปลงใจเชื่อ เพียงเพราะเห็นว่ามีรูปลักษณะที่น่าจะเป็นไปได้ นั้น จะได้กล่าวถึงในโอกาสต่อไป
แสงจันทร์ แสนสุภา |

