เปลือกหอย
เปลือกหอยมีลวดลายและสีสันแตกต่างกัน จึงทำให้คนเก็บสะสมและนำมาใช้ทำประโยชน์กันมาก เราจึงน่าจะรู้จักเปลือกหอยว่าเป็นมาอย่างไร จดหมายข่าวฉบับนี้จึงขอนำเนื้อความเกี่ยวกับเรื่องเปลือกหอยจากเรื่อง “หอย” ซึ่ง รองศาสตราจารย์วันทนา อยู่สุข เป็นผู้เขียน และคณะกรรมการจัดทำอนุกรมวิธานสัตว์ได้พิจารณาแก้ไขปรับปรุงเพื่อจัดทำเป็นหนังสืออนุกรมวิธานสัตว์ มาเสนอดังนี้
เปลือกหอยประกอบด้วยสารจำพวกแคลเซียมคาร์บอเนตเป็นส่วนใหญ่ ส่วนที่เหลือเป็นสารอื่น ๆ เช่น แคลเซียมฟอสเฟต แมกนีเซียมคาร์บอเนต แมกนีเซียมฟอสเฟต แมกนีเซียมซิลิเกต โปรตีนประเภทคอนไคโอลิน (conchinolin) เปลือกหอยแบ่งออกเป็น ๓ ชั้น คือ
ชั้นนอกสุด เรียก ชั้นผิวนอก (periostracum layer) ประกอบด้วยสารส่วนใหญ่เป็นโปรตีนประเภทคอนไคโอลิน เป็นชั้นที่บางและหลุดง่าย ซึ่งจะสังเกตได้จากหอยที่ตายแล้วและเปลือกที่ถูกทิ้งอยู่ตามชายหาด หรือหอยที่ยังมีชีวิตแต่เปลือกถูกคลื่นซัดหรือทรายขัดสี เปลือกชั้นนี้อาจหลุดหายไปจนไม่เหลือให้เห็น
ชั้นกลาง เรียก ชั้นผนึกแคลเซียม (prismatic layer) ประกอบด้วยผลึกรูปต่าง ๆ กันของสา รประกอบแคลเซียมซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปของแคลไซต์ (calcite) เป็นชั้นที่หนาและแข็งแรงที่สุด
ชั้นในสุด เรียก ชั้นมุก (nacreous layer) ประกอบด้วยผนึกรูปต่าง ๆ กันของสารประกอบแคลเซียมซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปของอะราโกไนต์ (aragonite) เป็นชั้นที่เรียบมีความหนาบางแตกต่างกันไปตามแต่ชนิดของหอย ทำให้เปลือกมีสีขาวขุ่นและเป็นมันแวววาวแตกต่างกัน
เปลือกหอยมีรูปร่างของเปลือกไม่เหมือนกัน หอยแปดเกล็ด หรือ ลิ่นทะเล มีเปลือกขนาดเล็กจำนวน ๘ แผ่น เรียงซ้อนเหลื่อมกันคล้ายกระเบื้องมุงหลังคาจากหัวถึงท้ายตัว ส่วนหอยฝาชีโบราณมีเปลือกรูปคล้ายฝาชี ส่วนที่เป็นยอดแหลมเยื้องไปทางด้านหน้า
หอยกาบเดี่ยว มีเปลือกติดต่อเป็นชิ้นเดียวกัน ส่วนมากเปลือกจะมีลักษณะเวียนเป็นเกลียวรอบแกนกลางที่เรียกว่า แกนเปลือก (columella) หอยเริ่มสร้างเปลือกจากจุดยอด (apex) ก่อน เปลือกที่เวียนไปครบ ๑ รอบ เรียกว่า ๑ วงเกลียว (whorl) วงเกลียวแรกมีขนาดเล็กที่สุด วงเกลียวต่อ ๆ มามีขนาดใหญ่ขึ้นตามลำดับเนื่องจากตัวหอยมีขนาดโตขึ้น วงเกลียวสุดท้าย (last whorl) หรือ วงเกลียวตัว (body whorl) มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีช่องเปลือก (aperture) อันเป็นบริเวณที่หอยยื่นหัวและตีนออกมาและเป็นทางให้น้ำและอากาศผ่านเข้าออกด้วย ระหว่างวงเกลียวมีรอยต่อเห็นเป็นร่อง เรียก รอยต่อวงเกลียว (suture) ส่วนใหญ่วงเกลียวของเปลือกหอยมักเวียนไปทางขวาในทิศทางเดียวกับการหมุนของเข็มนาฬิกา เรียกว่า เวียนขวา (dextral) มีน้อยตัวที่เวียนไปทางซ้าย เรียกว่า เวียนซ้าย (sinistral)
การดูลักษณะของเปลือกหอยว่ามีวงเกลียวเวียนขวาหรือเวียนซ้าย มีหลักในการดูโดยวิธีหงายให้เห็นช่องเปลือกและหันจุดยอดของเปลือกหอยชี้ออกนอกตัวผู้ถือ หากช่องเปลือกอยู่ทางด้านขวามือผู้ถือ เปลือกหอยนั้นเวียนขวา ถ้าอยู่ทางด้านซ้ายมือเปลือกหอยนั้นเวียนซ้าย
ผิวด้านนอกของเปลือกหอยอาจเรียบเป็นมันหรือเป็นลายมิติ (sculpture) เช่น มีหนาม ตุ่มสันแหลม ร่อง หรือสันป้าน ซึ่งอาจอยู่ในแนวแกน (axial) หรือในแนวเวียนก้นหอย (spiral) ช่องเปลือกอาจมีรูปกลม รีหรือแคบยาวตามแต่ชนิดของหอย มีขอบด้านนอกช่องเปลือก (outer lip) และขอบด้านในช่องเปลือก (inner lip) ซึ่งเชื่อมต่อกับแกนเปลือก หอยส่วนมากมีฝาปิด (operculum) ลักษณะเป็นแผ่น สำหรับปิดช่องเปลือก ฝาปิดนี้นอกจากจะช่วยป้องกันอันตรายจากศัตรูหรือสิ่งสกปรกจากภายนอกแล้วยังช่วยป้องกันไม่ให้ความชื้นระเหยออกจากตัวมากเกินไป ในหอยบางชนิดมีช่องแกนเปลือก (umbilicus) ซึ่งอยู่ระหว่างวงเกลียวสุดท้ายกับขอบด้านในของช่องเปลือกจากจุดยอดของเปลือกลงมาถึงวงเกลียวทุกวงเกลียวเว้นวงเกลียวสุดท้าย เรียกว่า ก้นหอย (spire) ช่วงนี้มีความยาวแตกต่างกันแล้วแต่ชนิดของหอย
การวัดขนาดของเปลือกหอยกาบเดี่ยวนิยมวัดจากจุดยอดมาถึงปลายสุดของวงเกลียวสุดท้าย ถือเป็นความยาวของเปลือกช่วงกว้างที่สุดของวงเกลียวถือเป็นความกว้างของเปลือก หอยกาบเดี่ยวโดยทั่วไปอาจมีขนาดยาวตั้งแต่ ๒-๓ มิลลิเมตร ไปจนถึง ๕๐๐ มิลลิเมตร กว้างตั้งแต่ ๒ มิลลิเมตรไปจนถึง ๓๐๐ มิลลิเมตร
หอยกาบคู่ มีเปลือกเป็นกาบ ๒ กาบประกบเข้ากันและเปิดปิดได้คล้ายบานพับ เปลือกทั้ง ๒ ข้าง อาจมีรูปร่างเหมือนกันหรือคล้ายคลึงกัน เปลือกอาจมีรูปกลม รี สามเหลี่ยม หรือรูปอื่น ๆ
หอยสร้างเปลือกบริเวณขั้วเปลือก (umbo) ขึ้นก่อนแล้วสร้างเปลือกเป็นวงขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เปลือกทั้ง ๒ ข้างยึดติดกันด้วยเอ็นยึด (ligament) ซึ่งเป็นสารจำพวกโปรตีน บริเวณที่ยึดติดกันเรียก บานพับ (hinge) ส่วนใหญ่บริเวณนี้มักมีแง่สบเปลือก (tooth) ซึ่งมีจำนวนและขนาดแตกต่างกันไปแล้วแต่กลุ่มของหอย เช่น หอยแครงมีแง่สบเปลือกขนาดเล็กไล่เลี่ยกันเรียงเป็นแถว หอยกระปุกมีแง่สบเปลือกแง่กลาง (cardinal tooth) สั้นกว่าแง่สบเปลือกแง่ข้าง (lateral tooth) หอยปิดและเปิดกาบโดยอาศัยกล้ามเนื้อยึดเปลือก (adductor muscle) ซึ่งอาจมีกล้ามเนื้อมัดเดียว เช่น หอยพัด หรือ หอยเชลล์ หรือมีกล้ามเนื้อ ๒ มัด เช่น หอยแครง หอยลาย รอยกล้ามเนื้อยึดเปลือก (adductor muscle scar) เหล่านี้ได้เห็นได้ทางด้านในของเปลือกเมื่อกล้ามเนื้อหลุดไปแล้ว นอกจากนี้ ยังเห็นรอยอันเกิดจากแนวของแผ่นเนื้อที่ยึดติดกับเปลือกอันเป็นแนวเกือบขนานกับขอบเปลือก เรียก รอยแนวแผ่นเนื้อ (mantle line; pallial line) ผิวด้านนอกของเปลือกหอยกาบคู่บางพวกเรียบเป็นมัน บางพวกมีหนาม สัน และร่อง ซึ่งมีลักษณะเป็นแนวรัศมีหรือแนวขนานกับขอบเปลือก บริเวณด้านข้างขั้วเปลือกของหอยบางพวก เช่น หอยพัด มีแผ่นลักษณะเป็นปีก (wing; ear) แผ่ออกไป
เมื่อดูหอยกาบคู่ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ด้านที่เป็นช่องปากถือเป็นด้านหน้า (anterior) ส่วนด้านที่มีทางน้ำเข้า-ออกและรูก้นถือเป็นด้านท้าย (posterior) หากดูเปลือกหอยทางด้านในเพียงอย่างเดียว ด้านที่มีบานพับและขั้วเปลือกถือเป็นด้านบน ส่วนด้านที่อยู่ตรงข้ามซึ่งเป็นขอบเปลือกถือเป็นด้านล่าง สำหรับการดูด้านหน้ากับด้านท้ายให้สังเกตรอยเว้าแนวแผ่นเนื้อ (pallial sinus) หากอยู่ด้านไหนให้ถือว่าเป็นด้านท้าย ส่วนด้านตรงข้ามถือเป็นด้านหน้า นอกจากนี้ ยังอาจสังเกตได้จากจะงอยเปลือก (beak) ถ้าชี้ไปทางด้านไหนให้ถือว่าเป็นด้านหน้า ทั้งนี้ ยกเว้นหอยบางชนิด เช่น หอยเสียบ ที่จะงอยเปลือกชี้กลับตรงกันข้าม
ส่วนการดูเปลือกหอยว่าเป็นกาบซ้ายหรือกาบขวานั้นให้ถือเปลือกหอยโดยเอาขั้วเปลือกไว้ด้านบน หันปลายด้านชี้ออกนอกตัวผู้ถือ เปลือกที่อยู่ทางขวามือเป็นกาบขวา เปลือกที่อยู่ทางซ้ายมือเป็นกาบซ้าย การวัดความยาวของเปลือกให้วัดระหว่างปลายด้านหน้าถึงด้านท้ายสุด ส่วนความสูงนั้นวัดจากด้านบนสุดของขั้วเปลือกถึงขอบเปลือกด้านล่างสุด
ระยะระหว่างความโค้งของผิวนอกสุดของเปลือกทั้ง ๒ กาบ คือ ความหนา หอยกาบคู่ที่โตเต็มที่โดยทั่วไปมีขนาดความยาวของเปลือกไม่เกิน ๑๐ เซนติเมตร ยกเว้นบางชนิดที่มีขนาดใหญ่มาก เช่น หอยมือเสือ อาจวัดความยาวได้มากกว่า ๑ เมตร
หอยงาช้างมีลักษณะระหว่างหอยกาบเดี่ยวและหอยกาบคู่ คือมีเปลือกเป็นชิ้นเดียวกัน รูปร่างเป็นแท่งกลม โคนใหญ่ ปลายเรียวเล็ก งอนคล้ายงาช้าง ภายในกลวงมีช่องเปิดทั้ง ๒ ด้าน มีแผ่นขูดในช่องปากเหมือนหอยกาบเดี่ยว แต่มีหัวและตีนยื่นออกมาจากส่วนโคนซึ่งลักษณะหัว ตีน และลำตัวเหมือนหอยกาบคู่
เปลือกของหอยงวงช้างมีลักษณะแตกต่างไปจากหอยที่กล่าวมาแล้วข้างต้น โดยมีลักษณะเปลือกต่อเป็นชิ้นเดียวกัน ม้วนเป็นวงในแนวราบ หรือเรียกว่า เวียนก้อนหอยแนวราบ (planospiral) เปลือกที่สร้างขึ้นก่อนหรือวงแรก ๆ จะถูกคลุมไว้ด้วยเปลือกที่สร้างขึ้นภายหลัง ภายในเปลือกมีผนังกั้น (septum) ตามขวาง แบ่งช่องว่างภายในเปลือกออกเป็นห้อง (chamber) แต่ละห้องเชื่อมต่อถึงกันด้วยท่อ (siphuncle) ห้องภายในช่องเปลือกเหล่านี้เคยเป็นที่อยู่ของตัวหอยตั้งแต่หอยมีขนาดเล็ก เมื่อตัวโตขึ้นหอยก็จะสร้างเปลือกให้มีขนาดใหญ่ขึ้น และตัวหอยจะย้ายออกมาอยู่ในห้องนอกสุด เปลือกหอยงวงช้างหนาและแข็งแรง เปลือกด้านนอกมีลายเป็นเส้นสีน้ำตาลบนพื้นขาว ด้านในเป็นสีมุก เมื่อวัดเส้นผ่านศูนย์กลางจากขอบเปลือกที่กว้างที่สุดบางตัวอาจยาวถึง ๓๐ เซนติเมตร จัดเป็นหอยที่มีขนาดใหญ่
การเก็บสะสมหรือนำเปลือกหอยมาประดิษฐ์ทำให้เห็นคุณค่าของหอยมากยิ่งขึ้น แต่การได้เปลือกหอยมาโดยที่หอยยังไม่ตาย โดยการพยายามจับหรือทำลายหอยเพื่อให้ได้เปลือกเพียงอย่างเดียวนั้น เป็นการทำลายธรรมชาติ ทำให้เกิดการสูญเสียสมดุล หากมุ่งแต่จะได้อย่างเดียวโดยไม่ให้เวลาแก่หอยที่จะเกิดและเติบโตพอเพียง ในที่สุดหอยก็จะสูญพันธุ์ ดังเช่นสัตว์หลายชนิดที่สูญพันธุ์ไปแล้ว จึงขอได้โปรดอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติไว้ โดยเฉพาะในเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเล
“อย่าเก็บหรือทำลายชีวิตป่า (wildlife)” ไม่เช่นนั้น เราคงเหลือแต่คนด้วยกันเองไม่มีเพื่อนร่วมโลกอื่นอีกเลย.
ที่มา : จดหมายข่าวราชบัณฑิตยสถาน ปีที่ ๖ ฉบับที่ ๕๖ มกราคม ๒๕๓๙

