เรื่องของแสง

                 คำว่า แสง มีความหมายว่า ความสว่าง หรือสิ่งที่ทำให้ดวงตาแลเห็น พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ มีคำที่อธิบายลักษณะของแสงอยู่มากมายหลายคำ สุดแต่จะหยิบยกคำใดขึ้นมาใช้ให้ถูกต้องและเหมาะสม ขอเริ่มคำที่อธิบายลักษณะของแสงคำแรกที่คำว่า เรือง กับ เรือง ๆ คำ ๒ คำนี้มีความหมายเหมือนกัน คือหมายถึง มีแสงน้อย ๆ อย่างแสงของแมงคาเรือง หรือแสงของหิ่งห้อยหรือทิ้งถ่วง เช่น ใช้ว่า จุดเทียนมีแสงเรือง หรือ เห็นแสงไฟเรือง ๆ แต่ถ้าใช้คำว่า เรืองรอง จะหมายถึง สุกปลั่ง อย่างที่ใช้กับพระพุทธรูป เป็น พระพุทธรูปมีแสงเรืองรอง ส่วนคำว่า รุบหรู่ จะมีความหมายว่า มีแสงมัวจนมองอะไรไม่เห็นถนัดชัดเจน อย่างที่ใช้กับแสงจันทร์ในคืนที่มีแสงมัว ว่า คืนนี้แสงจันทร์รุบหรู่ คำว่า รุบหรู่ นี้ ยังอาจใช้คำว่า รุบรู่ หรุบรู่ หรือ หรุบหรู่ แทนได้ ต่อไปเป็นคำว่า ริบหรี่ หรือ ริบรี่ ซึ่งหมายถึง เกือบดับหรือมีแสงสว่างน้อย เช่น แสงริบหรี่ แต่ถ้าเป็นคำว่า รำไร จะหมายถึง เล็กน้อย เช่น แสงสว่างรำไร แสงแดดรำไร นอกจากนี้ ภาษาไทยยังมีคำที่ใช้ประกอบอาการของแสงหรือสิ่งมีรูปร่างซึ่งปรากฏให้เห็น แล้วหมดสิ้นหรือลับหายไปอย่างรวดเร็วในทันทีทันใด คือ คำว่า วับ เช่น แสงหายวับ แต่ถ้าใช้คำว่า วับ ๆ จะแสดงให้รู้ว่าเป็นแสงระยับตาที่ปรากฏแล้วหายลับไปทันทีทันใดต่อเนื่องกัน เช่น ที่ใช้กับแสงเพชรว่า แสงเพชรเป็นประกายวับ ๆ ถ้าแสงที่ดับบ้างเรืองบ้างสลับกันไป จะใช้คำว่า วับแวม เช่น แลเห็นแสงไฟจากกระโจมไฟวับแวม ส่วนอาการที่แสงสว่างปรากฏอยู่ชั่วแว็บเดียวแล้วก็หายไปและปรากฏขึ้นมาใหม่ต่อเนื่องกัน จะใช้คำว่า แวบวับ เช่น ไฟจากป้ายโฆษณามีแสงแวบวับ แสงดาวแวบวับอยู่บนท้องฟ้า และถ้าเป็นคำว่า ระยับ จะหมายถึง แพรวพราว หรือ วับวาบ นิยมใช้เข้าคู่กับ ระยิบ เป็น ระยิบระยับ เช่น ดาวส่องแสงระยิบระยับ ส่วนแสงที่ได้เห็นเวลาเช้าตรู่ของทุก ๆ วัน ที่เรียกว่า แสงเงินแสงทอง นั้น เป็นแสงที่ปรากฏบนขอบฟ้าทางทิศตะวันออก เมื่อเวลาจะรุ่งสว่าง เมื่อแรกเป็นสีขาว เรียกว่า แสงเงิน จากนั้นเมื่อแปรเป็นสีแดง จะเรียกว่า แสงทอง และขอจบคำเกี่ยวกับแสงในวันนี้ที่คำว่า ยอแสง หรือที่มักใช้ว่า ตะวันยอแสง อันเป็นแสงตะวันที่เห็นจับขอบฟ้าเป็นสีแดงเข้ม ในตอนเย็นที่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าแล้ว.

นฤมล บุญแต่ง