แก้อิจฉา ในสังคมปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงกันอย่างรวดเร็ว มีความเจริญทางเทคโนโลยีขึ้นมาก บางครั้งส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของคนในสังคมด้วยกัน เกิดความอยากได้อยากมีอยากเป็นเหมือนคนอื่น เกิดเป็นความอิจฉาหรือแย่ถึงขั้นริษยาขึ้นมาได้ อิจฉากับริษยานั้นมีความหมายเหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไร วิธีใดบ้างที่จะช่วยแก้อิจฉากับริษยาได้พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้อธิบายความหมายของคำ อิจฉา [อิด-] ไว้ว่า เห็นเขาได้ดีแล้วไม่พอใจ อยากจะมีหรือเป็นอย่างเขาบ้าง ซึ่งมีความหมายเบากว่าริษยา เพราะ ริษยา [ริดสะหฺยา] เป็นอาการที่ไม่อยากให้คนอื่นได้ดี หรือเห็นเขาได้ดีแล้วทนนิ่งอยู่ไม่ได้ ซึ่งความคิดความรู้สึกเหล่านี้ทำให้เกิดความทุกข์ที่ควรต้องขจัดออกไปในทางพระพุทธศาสนามีหลักธรรมที่ใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจของผู้อื่น ผูกไมตรี เอื้อเฟื้อ เกื้อกูล หรือเป็นหลักการสงเคราะห์ซึ่งกันและกันที่เรียกว่า สังคหวัตถุ มีอยู่ 4 ประการ ได้แก่ ๑. ทาน คือ การให้ การเสียสละ หรือการเอื้อเฟื้อแบ่งปันของ ๆ ตนเพื่อประโยชน์แก่บุคคลอื่น ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว ไม่เป็นคนเห็นแก่ได้ฝ่ายเดียว คุณธรรมข้อนี้จะช่วยให้ไม่เป็นคนละโมบ ไม่เห็นแก่ตัว๒. ปิยวาจา คือ การพูดจาด้วยถ้อยคำที่ไพเราะอ่อนหวาน พูดด้วยความจริงใจ ไม่พูดหยาบคายก้าวร้าว พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์เหมาะกับกาลเทศะ โดยยึดถือหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ คือ เว้นจากการพูดเท็จ เว้นจากการพูดส่อเสียด เว้นจากการพูดคำหยาบ และเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ๓. อัตถจริยา คือ การสงเคราะห์หรือการประพฤติในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น ๔. สมานัตตตา คือ การเป็นผู้มีความสม่ำเสมอ หรือมีความประพฤติเสมอต้นเสมอปลาย คุณธรรมข้อนี้จะช่วยให้เราเป็นคนมีจิตใจหนักแน่นไม่โลเล รวมทั้งยังเป็นการสร้างความนิยม และไว้วางใจให้แก่ผู้อื่นอีกด้วย.กนกวรรณ ทองตะโก |

