| แม่เตาไฟ
เห็นชื่อเรื่องครั้งแรกหลายคนก็คงงงว่ากำลังพูดถึงใคร อาจารย์จุลทัศน์ พยาฆรานนท์ ราชบัณฑิต ท่านจึงกรุณาเล่าให้ฟังดังนี้ค่ะ ในสมัยก่อน ตามครัวไฟหรือห้องครัวหรือที่เฉพาะไว้สำหรับหุงข้าวต้มแกงในแต่ละเรือน ๆ นั้น ทำพื้นครัวปูด้วยฟากไม้ไผ่บ้าง ปูด้วยไม้รวกบ้าง ครัวไฟบางบ้านที่เจ้าเรือนมีฐานะมั่งคั่งอาจปูพื้นด้วยกระดานดูแน่นหนาขึ้น อย่างไรก็ตามการก่อไฟด้วยไม้ฟืนหรือฟืนบนพื้นครัวอาจเป็นเหตุให้เกิดไฟไหม้พื้นครัวได้ ดังนั้นเพื่อป้องกันมิให้ไฟที่ก่อขึ้นไหม้พื้นครัว คนแต่ก่อนจึงต้องทำเครื่องรองรับกองฟืนที่ก่อไฟขึ้นสำหรับการหุงข้าวต้มแกง เรียกว่า แม่เตาไฟ แม่เตาไฟ มีลักษณะคล้ายกระบะไม้ รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ประกอบขึ้นด้วยไม้กระบอก (ไม้ไผ่ลำใหญ่) ขนาดสั้น ๒ ท่อน ยาว ๒ ท่อน เข้ามุมทำเป็นกรอบรูปสี่เหลี่ยม สอดไม้รวกเป็นคานขวางไว้ตรงกลางกรอบไม้กระบอก เอาฟากไม้ไผ่ปูลงระหว่างกรอบไม้ จึงเอาดินเลนถมลงบนหลังฟากหนาพอสมควร ละเลงเลนให้หน้าเรียบเสมอกัน ผึ่งเลนพอแห้ง แล้วกวดหรือปราบหน้าเลนในกรอบให้เรียบ ก็จะได้แม่เตาไฟวางทอดอยู่บนพื้นด้านใดด้านหนึ่งในครัวไฟ ที่เห็นชอบว่าเหมาะสม และพร้อมจะกองฟืนก่อไฟบนแม่เตาไฟ เพื่อหุงข้าวต้มแกงได้แต่ละมื้อละวัน โดยที่ไฟจากกองฟืนไม่เป็นอันตรายแก่พื้นครัว นอกจากนี้ การหุงข้าวต้มแกงด้วยอาศัยฟืนเป็นเชื้อเพลิงก็ต้องมีอุปกรณ์บางอย่างเพื่อใช้เป็นเครื่องหนุนภาชนะให้อยู่เหนือกองฟืน สิ่งที่นำมาใช้หนุนภาชนะสำหรับหุงต้มนี้ อย่างง่าย ก็เอาอิฐก้อนเขื่อง ๆ ๓ ก้อนมาวางเป็นเส้า ๓ มุมให้สูงพอหนุนหม้อข้าวหม้อแกงบ้าง หรือบ้างก็ใช้เตาเหล็ก ๓ ขาอย่างที่เรียกว่า “เกียง” วางบนแม่เตาไฟ ซุนไม้ฟืนเข้าไปข้างใต้และก่อไฟทำการหุงต้มทอดผัดกับข้าวต่อไปได้ ถ้าใครสนใจก็ไปติดตามดู แม่เตาไฟ ได้ที่ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดสำโรง อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม หรือที่ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี จินดารัตน์ โพธิ์นอก |

