“โลเล” กับ “ลังเล”

          เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๐ กรกฎาคม ที่ผ่านมา ราชบัณฑิตยสถานได้จัดให้มีการเสวนา เรื่อง “ภาษาสื่อ : ครูภาษาไทยของสังคม” ในช่วงเช้า ศาสตราจารย์ ดร.กาญจนา นาคสกุล ราชบัณฑิต ได้แสดงปาฐกถา เรื่อง “ปัญหาการใช้ภาษาไทยในสื่อสิ่งพิมพ์” ท่านวิทยากรได้ยกตัวอย่างของการใช้คำผิดความหมาย  คือ “ประชาชนโลเลที่จะไปใช้สิทธิเลือกตั้ง” “พิธีกรต้องมีบุคลิกดึงดูดใจผู้ชมเพราะภาพพจน์ของพิธีกรต่อสาธารณชนเป็นสิ่งสำคัญ” “งานนี้ต้องพึ่งพาความสามารถของคอมพิวเตอร์”

          ในตัวอย่างแรกนั้นทำให้ผู้เขียนต้องไปเปิดพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ค้นหาคำว่า “โลเล” กับ “ลังเล” พจนานุกรมฯ ได้นิยามคำ “โลเล” ว่า เป็นคำวิเศษณ์ หมายถึง “ไม่แน่นอน (มักใช้แก่นิสัยใจคอ) เช่น มีจิตใจโลเล ไม่อยู่กับร่องกับรอย (มักใช้แก่กริยาพูด) เช่น พูดจาโลเล” ส่วน “ลังเล” พจนานุกรมฯ ระบุว่า เป็นคำกริยา และนิยามว่า “ไม่แน่ใจ ยังตัดสินใจไม่ได้ เช่น ลังเลใจไม่รู้ว่าจะไปดีหรือไม่ไปดี”

            ท่านผู้อ่านเข้าใจแล้วใช่ไหมครับว่าใช้ผิดความหมายตรงไหน

          มีอีกคำหนึ่งซึ่งปัจจุบันพบว่าใช้กันอย่างแพร่หลาย คือ คำว่า “นัยยะ” คำนี้ไม่ปรากฏในพจนานุกรมฯ แต่คำที่มีปรากฏ คือ คำว่า “นัย” พจนานุกรมฯ ระบุคำอ่านว่า “ไน ไนยะ” ได้นิยามความหมายว่า “ข้อสำคัญ เช่น นัยแห่งเรื่องนี้; ความ ความหมาย เช่น หลายนัย; แนว ทาง เช่น ตีความได้หลายนัย; แง่ เช่น อีกนัยหนึ่ง” และได้บอกที่มาว่าของคำว่ามาจากภาษาบาลี

          ท่านผู้อ่านเข้าใจแล้วใช่ไหมครับว่า ข้อความในย่อหน้าที่ผ่านมานั้นผู้เขียนต้องการสื่อถึงอะไร

สำรวย นักการเรียน