ไปรษณีย์ไทย ๒

          ในบทความตอนที่แล้วผู้เขียนได้เล่าถึงประวัติและพัฒนาการของไปรษณีย์ไทยตอนที่ ๑ ครั้งนี้จึงจะมาเล่าตอนต่อไป จากหนังสืออักขรานุกรมภูมิศาสตร์ไทย เล่ม ๑ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้กล่าวไว้ว่า

          หลังจากที่การให้บริการไปรษณีย์ชนิดไม่เป็นทางการต้องล้มเลิกไปใน พ.ศ. ๒๔๑๙   ต่อมา ใน พ.ศ. ๒๔๒๓ เจ้าหมื่นเสมอใจราช หัวหมื่นมหาดเล็กเวรสิทธิ์ ผู้เคยไปเห็นไปรษณีย์ในต่างประเทศ ได้ตระหนักถึงคุณประโยชน์ของการไปรษณีย์ที่มีต่อเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศ จึงทำหนังสือกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถวายคำแนะนำให้เปิดบริการไปรษณีย์ขึ้นในประเทศไทย  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริเห็นชอบ และทรงแต่งตั้งให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมหลวงภาณุพันธุวงศ์วรเดช ให้ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการกรมไปรษณีย์  เมื่อสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ฯ ทรงวางโครงการ และเตรียมการไว้พร้อมที่จะเปิดการไปรษณีย์แล้ว ได้ประกาศเปิดรับฝากส่งจดหมายหรือหนังสือเป็นการทดลองในเขตพระนครและธนบุรีขึ้น  เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๖ ที่ทำการตั้งอยู่ที่ ณ ตึกใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ปากคลองโอ่งอ่าง ที่ทำการแห่งแรกนี้ เรียกว่า “ไปรษณียาคาร”  ใน พ.ศ. ๒๔๔๑ เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการกราบบังคมทูลเสนอความเห็นว่า ราชการของกรมไปรษณีย์และราชการของกรมโทรเลขซึ่งตั้งขึ้นก่อนนั้น เป็นงานในด้านการสื่อสารด้วยกัน ควรรวมเป็นหน่วยราชการเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นเป็นการสมควร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมกรมทั้งสองเข้าด้วยกัน เรียกว่า “กรมไปรษณีย์โทรเลข”  ตั้งอยู่ที่ไปรษณียาคาร จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๗๐ จึงได้ย้ายไปใช้อาคารและที่ดินริมถนนเจริญกรุงเป็นที่ทำการ และได้สร้างอาคารที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขขึ้นใหม่เพื่อใช้เป็นที่ทำการตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๒ เรียกกันโดยทั่วไปว่า “ที่ทำการไปรษณีย์กลาง”

          การไปรษณีย์ไทยได้พัฒนาเรื่อยมา จนกระทั่งใน พ.ศ. ๒๕๑๙ ได้มีประกาศใช้พระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ ๒๕๑๙ แยกการปฏิบัติการของกรมไปรษณีย์โทรเลขออกมาจัดตั้งเป็นรัฐวิสาหกิจ มีชื่อว่า “การสื่อสารแห่งประเทศไทย” ตั้งแต่วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๐ นับแต่นั้นเป็นต้นมา.

         อิสริยา  เลาหตีรานนท์