ไหลใหล

          คำว่า ไหล กับ ใหล เป็นคำที่ออกเสียงเหมือนกัน แต่เขียนต่างกัน และมีความหมายต่างกัน หลายคนมักใช้สับสนอยู่เสมอ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ มีอธิบายความหมายของคำไว้แตกต่างกันอย่างชัดเจนดังนี้

          คำว่า ไหล มีหลายความหมาย ความหมายหนึ่งเป็นชื่อปลารูปร่างกลมยาวคล้ายงู มีหลายวงศ์ในหลายอันดับ เช่น ไหลนา หรือ ไหลบึง ซึ่งในภาษาอีสานเรียกว่า เอียน หรือ เอี่ยน คำว่า ไหล ในความหมายนี้ยังเป็นชื่อปลาไหลทะเลสกุลหนึ่ง ลำตัวยาวทรงกระบอก ส่วนหางแบนข้าง ไม่มีเกล็ด ปากกว้าง จะงอยปากบนยาวล้ำกรามล่าง ฟันคม แข็งแรง ครีบอกใหญ่ พื้นลำตัวและครีบสีน้ำตาลอ่อนปนเหลืองหรือคล้ำขนาดยาวได้ถึง ๑.๕ เมตร เรียกชื่ออื่นได้อีกว่า มังกร ยอดจาก เงี้ยว หรือ หลด

          ไหล ความหมายที่ ๒ เป็นส่วนของพืชบางชนิด เช่น บอนและบัว ซึ่งเลื้อยชอนไปแตกเป็นหน่อขึ้น เรียกอีกอย่างได้ว่า หางไหล และความหมายที่ ๓ เป็นโลหะชนิดหนึ่ง เชื่อกันว่าเอาไฟเทียนลนก็ไหลย้อยออกได้ เรียกว่า เหล็กไหล และ ไหล ความหมายสุดท้ายเป็นคำกริยา หมายถึง เคลื่อนที่ไปอย่างของเหลว เช่น น้ำ หรือแปลว่า เลื่อนไป ก็ได้

          ส่วนคำว่า ใหล ไม่มีใช้ลำพัง ต้องใช้ประกอบกับคำอื่น ได้แก่ ใช้ประกอบกับคำว่า หลง เป็น หลงใหล และประกอบกับคำว่า หลับ เป็น หลับใหล หนังสือ รู้ รัก ภาษาไทย เล่ม ๑ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน อธิบายคำว่า หลับใหล เพิ่มเติมไว้ว่า คำว่า ใหล ที่ใช้ไม้ม้วนนี้น่าจะหมายถึงละเมอ เพราะในภาษาลาวมีคำว่า ใหล หมายถึง ละเมอหรือพูดในเวลาเผลอสติอย่างคนบ้าจี้ที่ถูกหลอกให้ตกใจแล้วพูดโพล่งออกมา และในภาษาไทขาวซึ่งเป็นภาษาของชาวไทที่อยู่ในสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามมีคำที่ออกเสียงคล้าย ๆ เหล่อ หมายถึง ละเมอ เช่น นอนเหล่อ หมายถึง นอนละเมอ คำว่า เหล่อ ในภาษาไทขาว น่าจะเป็นคำเดียวกับคำว่า ใหล ในภาษาไทยและภาษาลาว.

อารยา ถิรมงคลจิต