genetic engineering พันธุวิศวกรรม

       ในโลกปัจจุบันนี้ทุกอย่างล้วนมีการพัฒนาอยู่เรื่อย ๆ บางครั้งเป็นไปทางบวก บางครั้งเป็นไปทางลบ สำหรับทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีค่อนข้างจะมีสิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากกว่าและเห็นได้เด่นชัดกว่าด้านอื่น ๆ

       เมื่อมีสิ่งใหม่เกิดขึ้นย่อมเป็นธรรมดาที่จะต้องหาคำเพื่อใช้เรียกสิ่งนั้น แน่นอนว่าคำที่คิดขึ้นมักจะต้องเป็นภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ และเมื่อประเทศไทยยังเป็นประเทศที่รับวิทยาการจากประเทศที่มีความเจริญมากกว่า คำต่างประเทศเหล่านั้นก็แพร่เข้ามา นักวิชาการก็จำเป็นต้องใช้คำเหล่านั้นเพื่อเขียนรายงาน บทความ หรือตำราเป็นภาษาไทย จึงต้องมีการแปลศัพท์หรือบัญญัติศัพท์ขึ้นใช้ ความพยายามที่จะคิดคำขึ้นใช้ตามแต่เหตุผลและตามแต่ที่คิดว่าจะถูกต้อง ทำให้ศัพท์คำเดียวกันมีคำไทยหลายคำ ซึ่งไม่ตรงกัน

       เคยมีเรื่องเล่ากันมาว่า นักวิชาการกำลังพูดเรื่องเดียวกันแต่ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องเดียวกันเพราะต่างฝ่ายต่างใช้ศัพท์ที่ตนคิดขึ้น ตัวอย่างหนึ่งที่ยกให้เห็นได้ เช่น Virus นักวิชาการและแม้มิใช่นักวิชาการก็ใช้ว่า “ไวรัส” จนเป็นที่เข้าใจกันแล้ว แต่ก็ยังมีหน่วยงานทางราชการบางหน่วยใช้ว่า “วิสา” ก็มี ปัญหาอยู่ที่ว่า คำใดเป็นคำที่เหมาะสมและใช้เป็นทางราชการ ด้วยความตระหนักถึงปัญหานี้ ราชบัณฑิตยสถานจึงพยายามที่จะเร่งบัญญัติศัพท์วิชาการใหม่ ๆ ออกเผยแพร่ให้ทันกาล

       ศัพท์วิทยาการใหม่ศัพท์หนึ่ง คือ genetic engineering เป็นตัวอย่างศัพท์ที่มีคำไทยใช้อยู่หลายคำ เช่น วิศวกรรมศาสตร์พันธุกรรม วิศวกรรมพันธุศาสตร์ พันธุวิศวกรรม พันธุศาสตร์วิศวกรรม พันธุกรรมวิศวกรรมศาสตร์ ศัพท์นี้ราชบัณฑิตยสถานได้บัญญัติขึ้นใช้เป็นทางการแล้วว่า พันธุวิศวกรรม และมีหน่วยงานทางราชการได้ใช้เป็นชื่อของหน่วยงานแล้ว คือ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ มีสำนักงานตั้งอยู่ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ แต่ก็ยังมีการใช้ศัพท์โดยไม่ถูกต้องอีกจำนวนมาก เฉพาะอย่างยิ่งสื่อมวลชนต่าง ๆ

       genetic engineering ประกอบขึ้นจากคำอังกฤษ ๒ คำ ซึ่งมีคำไทยใช้กันเป็นที่ยอมรับแล้ว คือ genetic(s) พันธุกรรม พันธุศาสตร์ และ engineering วิศวกรรม วิศวกรรมศาสตร์ ลักษณะรูปศัพท์ของคำนี้ตามหลักไวยากรณ์อังกฤษ ความหมายหลักควรจะอยู่ที่คำ engineering เพราะเป็นคำนามโดยมีคำคุณศัพท์ genetic มาประกอบอยู่ข้างหน้า การแปลศัพท์หรือบัญญัติคำไทย ถ้ายึดตามน้ำหนักของคำต้นศัพท์แล้วจะต้องใช้คำ วิศวกรรม หรือ วิศวกรรมศาสตร์ เป็นคำหลัก แล้วใช้คำ พันธุกรรม หรือ พันธุศาสตร์ เป็นคำขยายต่อท้ายคำหลัก ตามแบบไวยากรณ์ไทย ซึ่งเมื่อมาประกอบเป็นศัพท์จะได้คำในหลายรูปแบบดังนี้ วิศวกรรมพันธุกรรม วิศวกรรมพันธุศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์พันธุกรรม ฯลฯ แต่ความหมายที่แท้จริงของ genetic engineering นั้น มิได้มีความหมายตามรูปศัพท์และในความหมายที่เกี่ยวข้องกับ “วิศวกรรม” หรือ “วิศวกรรมศาสตร์” ดังที่เข้าใจกันทั่ว ๆ ไปเลย genetic engineering นี้ เป็นเรื่องของการนำความรู้เรื่องการเรียงตัวของกรดนิวคลิอิกต่าง ๆ ใน DNA ไปใช้ตัดต่อจีน (gene) เพื่อการสร้างจีนใหม่ให้เป็นสายพันธุ์ใหม่ที่เหมาะสมแก่การนำไปใช้ประโยชน์เฉพาะอย่าง ความหมายหลักของ Genetic engineering เป็นเรื่องของ “พันธุศาสตร์” ที่มีน้ำหนักคำอยู่ที่คำขยาย

       คณะกรรมการบัญญัติศัพท์วิทยาศาสตร์ ราชบัณฑิตยสถาน จึงได้บัญญัติคำนี้ว่า “พันธุวิศวกรรม” โดยใช้คำ “พันธุศาสตร์” เป็นคำหลักและนำคำ “วิศวกรรม” มาต่อท้ายเป็นคำขยายเพื่อให้ตรงตามความหมายของต้นศัพท์ และเพื่อให้คำให้สั้นเข้าเหมาะแก่การนำไปใช้ จึงตัดคำ “ศาสตร์” ที่คำ “พันธุศาสตร์” ออกเสีย ได้รูปคำ “พันธุวิศวกรรมอย่างไรก็ตามรูปคำ “พันธุวิศวกรรม” หากจะแปลความตามหลักไวยากรณ์บาลีสันสกฤตซึ่งแปลจากข้างหลังมาข้างหน้า ก็จะตรงตามความหมายในภาษาอังกฤษด้วย คือคำ “วิศวกรรม” คำหลัก คำ “พันธุ” เป็นคำขยาย

ที่มา : จดหมายข่าวราชบัณฑิตยสถาน ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๒