วันพุธที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙

ผศ. ร.ท. ดร.บรรจบ  บรรณรุจิ ภาคีสมาชิก บรรยายเรื่อง พุทธธรรมเพื่อการบริหารและการจัดการ สรุปความได้ว่า ในขณะที่การบริหารและการจัดการตามหลักทฤษฎีตะวันตกมีจำนวนมาก ซึ่งมักมุ่งไปที่ผู้นำว่าจะต้องมีวิสัยทัศน์ ฉลาด เข้มแข็ง มีใจกว้าง เสียสละ  ในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นพระศาสดา ซึ่งทรงงานหนักด้วยพระองค์เองทุกด้าน เริ่มตั้งแต่การเผยแผ่คำสอน การแสวงหาผู้จะฟังคำสอนของพระองค์ การบวชให้ผู้มีศรัทธา ตลอดจนการบัญญัติสิกขาบทเพื่อการอยู่ร่วมกันของบรรดาพระสาวก ก็ทรงมีหลักธรรมสำหรับบริหารและการจัดการเช่นกัน โดยหลักธรรม ๔ ชุด เพื่อการบริหารจัดการของพระพุทธเจ้า ประกอบด้วย สัปปุริสธรรม ๗ (ธรรมที่แสดงความเป็นคนที่มั่นคง)  พรหมวิหาร ๔ (ธรรมสำหรับเป็นอยู่ของเป็นใหญ่)  สังคหวัตถุ ๔ (หลักธรรมเพื่อการยึดเหนี่ยวใจ)  และสติปัฏฐาน ๔ (หลักธรรมเพื่อความมั่นคงของบุคลิกภาพ)

เพื่อให้การบริหารและการจัดการดำเนินไปได้ด้วยดี นักบริหารจัดการจึงจำเป็นต้องมีความรู้ดีในหลายด้าน คือ รู้จักตัวเอง รู้จักงาน รู้จักบุคคลและกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง รู้จักการกระทำซึ่งเป็นเหตุให้เกิดผล  นอกจากนี้ นักบริหารยังต้องรู้ความพอเหมาะพอควรในทุกประเด็นอย่างชัดเจน มีเมตตา รักและปรารถนาดีต่อผู้ร่วมงาน ยินดีด้วยในความสำเร็จของเขาด้วยใจเป็นกลาง ไม่ริษยา และไม่คิดเอาบุญคุณ  เมื่อผู้ร่วมงานประสบปัญหา นักบริหารต้องสงสาร เห็นใจ และเข้าช่วยเหลือจนพ้นจากปัญหา แต่หากช่วยไม่ได้ก็ต้องทำใจว่าได้พยายามอย่างดีที่สุดแล้ว  อีกหน้าที่หนึ่งของนักบริหารจัดการคือ ต้องผูกมัดใจผู้ที่ช่วยเหลือนั้นให้เป็นหนึ่งเดียวเพื่อความสำเร็จของงาน  ดังนั้น นักบริหารจัดการต้องใจกว้าง รู้จักให้ทั้งให้สิ่งของ คำแนะนำ และคำพูดที่จับใจ ซึ่งต้องเป็นคำจริง มีประโยชน์ พร้อมพูดให้ถูกกาลเทศะ และที่สำคัญคือต้องประพฤติคุณธรรมเหล่านั้นอย่างสม่ำเสมอ

  วันพุธที่ ๑๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙

รศ. ดร.ชาย  โพธิสิตา ภาคีสมาชิก บรรยายเรื่อง เปลี่ยนกระบวนทัศน์เกี่ยวกับความตาย : เพื่อปลายทางชีวิตที่เป็นธรรมชาติ  สรุปความได้ว่า ในยุคที่วิทยาการและเทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้าอย่างทุกวันนี้ ความตายแม้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็สามารถชะลอเอาไว้ได้มากขึ้นด้วยมาตรการทางสาธารณสุข  ความเจริญก้าวหน้าดังกล่าวนี้ทำให้คนจำนวนมากตระหนักถึงกฎธรรมชาติของชีวิตและความตายน้อยลง แต่ให้ความสำคัญกับความพยายามที่จะเอาชนะความตายมากขึ้น  เมื่อคนส่วนมากเชื่อว่าการแพทย์สมัยใหม่สามารถทำได้แทบทุกอย่าง แม้แต่การยืดเวลาตายของผู้ป่วยที่ถึงวาระสุดท้ายแล้ว จึงมีแนวโน้มที่จะมอบการตัดสินใจทุกอย่างเกี่ยวกับสุขภาพและความตายของตนให้เป็นหน้าที่ของแพทย์  อย่างไรก็ตาม แม้การแพทย์สมัยใหม่จะมีคุณวิเศษเพียงใด แต่ในที่สุดแล้วก็หยุดความตายไม่ได้  ความเชื่อเช่นนั้นจึงเป็นเพียงมายาคติที่ทำให้คนจำนวนมากพลาดโอกาสที่จะได้คิดถึงและเตรียมตัวเพื่อการจากไปที่ดีในวาระสุดท้ายของชีวิต  การเตรียมตัวที่ดีนั้นนอกจากจะทำได้ด้วยการดำเนินชีวิตที่สมดุล หลีกเลี่ยงการกระทำที่เสี่ยงต่อสุขภาพแล้ว ยังรวมถึงการเตรียมการเพื่อการรักษาในวาระสุดท้ายของชีวิตด้วย เพื่อว่าเมื่อวันนั้นมาถึง ตนจะได้รับการดูแลรักษาที่ช่วยทำให้การเปลี่ยนผ่านสำคัญในปลายทางของชีวิตเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ สงบ และมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์

นัยสำคัญของเรื่องการตายดีได้แก่การเปลี่ยนมุมมองหรือกระบวนทัศน์เกี่ยวกับชีวิตและความตาย เพื่อการยอมรับความตายได้อย่างไม่ต้องฝืน น่าจะเป็นผลดีทั้งแก่บุคคลและสังคม  สำหรับบุคคล การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์เกี่ยวกับความตายช่วยในการเตรียมพร้อมอย่างเหมาะสมสำหรับการรักษาที่ต้องการในวาระสุดท้ายของชีวิต และมีผลให้ดำเนินชีวิตอย่างสมดุล ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการเปลี่ยนผ่านในปลายทางของชีวิต  ส่วนในระดับสังคม การเปลี่ยนกระบวนทัศน์เกี่ยวกับชีวิตและความตายย่อมหมายถึงการปรับระบบการรักษาพยาบาลผู้ป่วยใกล้ตายให้ได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสม  แทนที่จะมุ่งยื้อลมหายใจของผู้ป่วยไว้ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มากเกินจำเป็น จนอาจละเลยสิทธิที่ผู้ป่วยจะได้จากไปอย่างเป็นธรรมชาติ

ศ. ดร.จตุรนต์  ถิระวัฒน์  ภาคีสมาชิก บรรยายเรื่อง  พิธีสารแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการค้ามนุษย์  สรุปความได้ว่า การค้ามนุษย์เป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่มีมาช้านาน แต่ทวีความรุนแรงขึ้นมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากเทคนิคสมัยใหม่ของการสื่อสารคมนาคมในยุคโลกาภิวัตน์  การค้ามนุษย์เป็นการกระทำผิดที่มีลักษณะซับซ้อน เพราะเป็นผลจากการดำเนินการโดยกลุ่มบุคคลที่จัดตั้งขึ้นเป็นองค์กรและปฏิบัติงานข้ามชาติ การใช้มาตรการเพื่อป้องกันและปราบปรามจึงไม่อาจกระทำได้โดยรัฐใดรัฐหนึ่งเพียงลำพัง  นอกจากนี้ การให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองเหยื่อของการค้ามนุษย์ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างรัฐด้วย  ดังนั้น การรับมือกับปัญหาดังกล่าวจึงต้องกระทำทั้งในระดับภายในประเทศและระหว่างประเทศ  องค์การระหว่างประเทศระดับสากล เช่น องค์การสหประชาชาติ จึงเข้ามามีบทบาทในการจัดทำกฎเกณฑ์เพื่อสร้างมาตรการต่าง ๆ ให้รัฐสมาชิกนำไปปฏิบัติ

พิธีสารแห่งสหประชาติว่าด้วยการต่อต้านการค้ามนุษย์ เป็นเครื่องมือในการบังคับใช้กฎหมายและรวมถึงการคุ้มครองเหยื่อไว้ด้วย แนวคิดในพิธีสารฯ มุ่งรักษาสมดุลระหว่างการดำเนินการทางอาญากับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ดังนั้นจึงผสมผสานมาตรการบังคับต่าง ๆ ไว้กับการให้ความคุ้มครองเหยื่อ โดยทั้งดำเนินคดีทางอาญากับผู้ค้าและคุ้มครองเหยื่อ  พิธีสารฯ เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการต่อต้านและขจัดอาชญากรรมระหว่างประเทศที่ร้ายแรงและคุกคามความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของรัฐทั้งหลายในปัจจุบัน  แม้จะยังมีข้อจำกัดหลายประการในการปรับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะต้องอาศัยเจตนารมณ์ทางการเมืองของรัฐภาคีทั้งหลายในการร่วมมือกันและปฏิบัติตามพันธกรณีในพิธีสารฯ อย่างแท้จริงและเคร่งครัด  แต่ก็นับได้ว่าเป็นก้าวสำคัญของพัฒนาการของการสร้างกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศเพื่อรับมือกับปัญหาที่รัฐใดรัฐหนึ่งไม่อาจแก้ไขได้โดยลำพัง  เมื่อพิจารณาบทบาทขององค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องและรัฐมหาอำนาจอย่างเช่น สหรัฐอเมริกาแล้ว การปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ในเรื่องนี้เกี่ยวพันอย่างใกล้ชิดกับมาตรการบังคับทางเศรษฐกิจและการค้าซึ่งกระทบต่อผลประโยชน์ของรัฐทั้งหลายซึ่งไม่อาจละเลยที่จะให้ความร่วมมือและดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อให้ความคุ้มครองผู้ตกเป็นเหยื่อและลงโทษปราบปรามอาชญากรซึ่งเป็นภัยต่อสังคมระหว่างประเทศโดยรวม